EMO

posted on 29 Mar 2009 20:15 by 8i8-nobara-8i8 in FASHION

 ด้วยความที่ตอนนี้เป็นช่วงบ้า EMO อย่างเต็มสตรีม...(อาจจะเป็นมาตั้งแต่กำเนิดแล้วก็ได้อันนี้ไม่รู้ แต่พึ่งจะมาพีคเอาตอนอายุ 16-17 เนี่ยแหละ (>v<)) จึงอยากเอามาแบ่งปันความ EMO ของตัวเอง และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ EMO Fashion ด้วย (^o^) คราวนี้ ชาวไทยก็จะได้รู้แล้วว่า EMO จริง ๆ แล้วคืออะไร

"ไม่ใช่แว๊นซ์ หรือ สก๊อย พวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงแค่พวก "TRY TO BE (EMO)' แต่ไกไม่สามารถเป็นได้ ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ๆ (ที่พวกเราก็น่าจะรู้กันดีและเข้าใจมันได้)"

-จากความคิดของ Jinsn-

(อยากว่าอะไรก็ตามสบายคะ เปิดรับทุกความคิดเห็น แต่ที่กล่าวไปมันก็เป็นความจริงไม่ใช่หรือคะ ?)

 

..ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาจริงจังกันมาดูจากข้อความของคนอื่นกันบ้างที่ Jinsn ยกมาให้อ่านกันนะคะ..

อีโมไม(EMO)่ใช่แฟชั่น
แต่อีโม(EMO) คือคำด่า ที่ฝรั่งเค้าไว้ด่าเกย์

ขอต่อต้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(เกลียดแว๊น)

....พังค์(PUNK)กับอีโม(EMO) ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงPUNK พังค์ไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่แค่ดนตรีแต่มันคือวิถีชีวิต อุดมการ
ชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่สายน้ำไหล อย่าไปตามกระแส
อย่าทำให้ตัวเองดูโง่...ถูกสนตะพายจูงจมูกเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้

....แต่ถ้าชอบอีโม ไม่มีใครว่าหรอก หมายถึงถ้าชอบจริงๆ
ใครจะมาบังคับให้คุณเปลี่ยนแนวได้ อย่าทำตัวกระแส

....พอรู้ว่าอีโมคือตุ๊ด(เหมือนอีโมรุ่นพี่บางคนที่กำลังดัง) ก็เปลี่ยนมาเรียกตัวเองใหม่เป็นเมทัล เป็นไอ้นั่นไอ้นี่ ทั้งๆที่ไม่ได้รู้ความหมายเลย มันน่าสมเพชมากกว่าพังค์ที่ขายอุดมการ หรืออีโมที่เดินใส่เสื้อตัดอ้อยสกรีนลาย เรทโทรสเป็คท์ อีกนะ...

....เพราะมันน่ารังเกียจในฐานะที่ไม่รู้กำพืดตัวเอง
แต่ก่อนเคยเป็นอีโม เคยเรียกตัวเองเต็มปาก ว่ากุน่ะคืออีโมนะเว้ย
แต่พอมารู้ว่าเค้าไว้ด่าตุ๊ด ก็เปลี่ยนใจกันง่ายๆ
นี่เหรอ กระแส.... ที่พวกมึงรัก...

ใครที่ชอบอีโมจริงๆเป็นชีวิตจิตใจก็รักษาแนวไว้ให้ดีนะ (ที่พูดถึงหมายถึงพวกตามกระแส หรือง่ายๆ

จาก www.yenta4.com

 

เมื่อ...คุณเจอ Emo ตัดอ้อย

คุณถามเขาว่า Emo คืออะไร เขามักจะตอบว่า "Retro spect "

เมื่อ..คุณถามเขาว่า Emo ขับรถอะไรเข้าสุด เขาจะตอบว่า "Mio"

เมื่อคุณถามเขาว่า ดนตรีอะไรหนักที่สุด เท่าที่คุณได้ฟังมาบนโลก เขาจะตอบว่า "Retro spect " (อีกแล้ว 41)

เมื่อ..เวลา Emo รวมตัวกัน5คนขึ้นไป คำต่อไปนี้ห้ามพูดให้ Emo ได้ยิน คือคำว่า ตัดอ้อย เสี่ยว เรื้อน ลาว เห่ย กาก มั่วแนวว่ะ คำพวกนี้ห้ามพูดเดี๋ยวมันกัดเอา เพราะมันชอบคิดว่าไปด่ามัน

เมื่อ....เวลา Emo เช็คออพเรา (แบบว่ามองเราหัวจรดตรีน จะก๊อปตุว่างั้นเหอะ 41 ) ให้ใจกล้าๆหน่อยแล้ว ถามว่า "เช็คออพกุเหรอครับ " Emo จะสะดุ้ง

Emo มักเป็นโรคหนังศีรษะ มันจึงต้องเอามือลูบหัวบ่อยๆ


เท่าที่เห็นๆ Emo ตัดอ้อยทั้งหลายแหล่ ส่วนมาก เล่นดนตรีไม่เป็น เพราะฉนั้นถ้าอยากให้ Emo หน้าแหก ให้ลองไปชวน พวกนี้คุยเรื่องแนวดนตรีดู มันจะงง

เมื่อ Emo เเดกหมี่เกี๊ยว มันจะประสบปัญหา เส้นผมแหย่ลงไปในชาม เพราะฉนั้นมันจึงต้องเเดกไป สะบัดหัวไป

เมื่อ Emo มีศรัทธาในองค์ท้าวจตุคาม คุณอาจเห็น Emo บ้าพระเครื่องห้อยจตุคามทีเดียว3 องค์

เมื่อ Emo ขี่ มีโอ รถคู่ใจ Emo ต้องขับมือเดียว เพราะอีกมือต้องเอามาจับผมหน้าไว้ ให้มันเป๋ตลอด นี่จึงเป็นปัญหาว่าทำไม Emo ขับรถชนถังขยะหน้าบ้านกุบ่อยๆ

เมื่อ Emo อยู่กับครอบครัว Emo อาจลืมตัวฟังโปงลางสะออนไปแล้วโยกหัว สะบัดผม โดยไม่อายสายตาใคร

เมื่อ Emo มาจากที่ราบสูง ภาษาที่ใช้ หาคุณได้ยินเข้า จึงอาจทำให้คุณคิดไปได้ว่า แฟชั่นนี้มันมีต้นกำเนิดมาจาก Eสาน รึเปล่า

Emo มักไม่กล้ากินน้ำพริก เพราะปากมันจะแสบ

บ้านEmo มักมีที่หนีบผม เอาไว้หนีบผมหน้า เอาไว้สะบัดเวลาเเดกหมี่เกี๊ยว

Emo ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับ เกษตรกร ตัดอ้อยตัวจริง
กลัวการเปรียบเทียบมั้งนะ

เมื่อEmo รู้ว่าต้นกำเนิดของ Emo แท้จริงแล้ว เกิดจากกลุ่ม เกย์ชายรักชายในประเทศอังกฤษ Emo จะทำใจได้ใน0.1วิ แล้วมักบ่นว่า "ตุ๊ดก็เท่ห์ได้วะ"

อันสุดท้าย หากวันไหน Emo ใส่เสื้อดำ หากคุณเดินตาม คุณจะพบขี้เกลืออยู่บนแผ่นหลังเสื้อของ Emo อันเนื่องมาจากการใช้แรงงานและการเสียเหงื่อจากการ สะบัดหัวตอนเเดกหมี่เกี๊ยว

เมื่อEmo ไปซ้อมดนตรี ก่อนซ้อม ณ หน้าห้องซ้อม Emo ชอบคุยกันเรื่องวง เมทัลเมืองนอก เช่น "กุแกะ kill switch engage อยู่ว่ะช่วงนี้ กุหัดจ๊ากของ มายเคมีคอลอยู่ว่ะ ปล. *Emo ที่ราบสูงเขาเรียกการ ว๊าก การ สำรอก ว่า จ๊าก นะจ๊ะ 41"

แต่เมื่อมันเข้าไปในห้องซ้อม มันดันเล่น " ไอน้ำ ตามด้วย โซคูล แล้วก็เพลงตายของมัน ปล่อยฉาน จบด้วย การจ๊าก ส่งท้าย ด้วย ม่ายมีเธอ


มันเป็นเช่นนี้เสมอ กุเองก็ไม่เข้าใจว่ามันจะมาแพร่มทำไมว่า เล่นไอนั่นไอนี่เทพ 41



เมื่อ Emo จะดูดปากกะแฟน มันต้องเสียเวลาไปถอดห่วงที่ปากก่อน ทำให้ ญ หมดมู๊ด

เมื่อ Emo ขึ้นรถ เมล์. แล้วหัวโขกพัดลมบ่อย เพราะผมเป๋มันบังตา

เมื่อ Emo ลงรถเมล์โหนรถเมล์แล้ว กลิ่นเต่าแรง เพราะเหงื่อมันออกตอนเเดกหมี่เกี๊ยวมาก สะบัดหัวมากไปไง เหนื่อยเลย

เมื่อ Emo เหยียบขี้หมา Emo จะใช้ท่า ทวิส+กังฟู ในการสะบัดขี้หมาออกจากส้นตรีน

เมื่อ Emo รู้ตัวว่าจะโดนกระทืบ Emo จะร้องเพลง ลุกขึ้นสู้ ปลอบใจตัวเอง

เมื่อ Emo หารองเท้า แมคเบสใส่ไม่ได้ Emo จะเอารองเท้าจีนแดงมาใส่ แล้วเอาผ้ารูปตัว M มาแปะ แทน

เมื่อ Emo รู้ตัวว่าโดนประนามจนทนไม่ได้ วันต่อมา Emo จะมามาดใหม่ ด้วยการแต่ง Hip-hop ( แถวบ้านกุมีคนนึง แต่งฮิปวันนึง Emo วันนึง สลับไปสลับมา กุล่ะงง 41 )


Emo ไม่กล้าหือกับ Punk เพราะ Emo เจาะปากมา จึงกลัวโดนบูทเตะปาก

Emo ชอบอ้างว่า Emo คือการ แตกหน่ออกมาจาก punk
แต่ punk มักบ่นว่า "Emo คือ ตัวการทำลาย punk และ พากัน anti กัน เป็นแถบๆ

เมื่อ Mio ของ Emo เจ๊ง (อันเนื่องมาจากการขี่มือเดียว จนคว่ำ)
Emoจะงัด จักรยาน Bmx มาขี้แทน ถ้าเท่ห์หน่อย ก็ ตรา นกแก้ว

รองเท้าแตะที่ Emoใส่ คือยี่ห้อ ช้างดาวแกะลาย บนพื้นเป็นคำว่า
Retro spect (เหยียบย่ำกันเข้าไป 41)

เร็วๆนี้ เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะรวมตัวประท้วง เพราะ Emo ไปแย่งงานทำ

                                                                                                      จาก webboard.music.sanook.com

เมื่อ คุณลองเอาดนตรีเทพๆอย่าง Dream theater ไปเปิดให้ Emo ฟัง แล้วบอกว่านี่คือร๊อค ที่แท้จริง Emo จะส่ายหัวแล้วบอกว่า "เด็กๆว่ะ"

เมื่อ คุณถามว่า ทำไมถึงบอกว่า เด็กๆ มันจะตอบว่า "ร๊อคอะไรไม่เห็นมีท่อนว๊ากเลย" (ถุ๊ย แล้วบอกว่าเป็นชาว ร๊อค)

เมื่อ คุณลองภูมิEmo ด้วยคำถามที่มีเหตุผลทางด้านดนตรี Emo อาจถามคุณกลับมั่งด้วยคำถามโง่ๆได้ เช่น "แน๊ป ใส่กางเกงในสีอะไร" หากคุณตอบไม่ได้ เขาจะบอกว่า คุณไม่ใช่ชาวร๊อค

ในขณะที่ Emo เเดกหมี่เกี๊ยว หากมีใคร เปิด เพลงไม่มีเธอ ในรัศมีการได้ยินของemo มันจะหยุดเเดกหมี่เกี๊ยว แล้วโยกหัวแทน

หากคุณ ถามเขาว่า อยากจะเป็น Emo ต้องทำยังไง
เขาอาจบอกว่า ต้องฟังเรทโทร หวีผมเป๋ กระแทกข้าง เจาะปาก และ ใส่รองเท้า แมคเบส และที่ลืมไม่ได้เลย เสื้อตัดอ้อย

Emo ไม่สามารถที่จะทนเผชิญหน้ากับ แนว เดธ บูติก ตัวจริงได้ เพราะเขาจะรู้สึกอายตัวเอง ขึ้นมาทันที

หาก Emo โดนคุณโพสด่าในบอร์ด Emo อาจจะสมัครเมมมา2 3 เมม เพื่อใช้โพส(คำหยาบที่ถูกนำมาใช้อย่างไร้สามัญสำนึก)ตัวเอง เพื่อรุมด่า คุณ

(ลืมไป มอไซ มันต่อเนตไม่ได้ มันเลยไม่รู้ข่าวสาร 555+)

หลังจากเหตุการณ์ข้างบน วันต่อมา Emo อาจไปบอกต่อเพื่อนมันอีกที ว่า แน๊ป กับ ดา เป็น ทอมกับดี้

เมื่อEmo ถูกถามว่า คิดยังไง ที่ผู้คนต่างพากันรังเกียจ การเป็นEmo ของคุณ มันมักจะตอบว่า "พวกเขาอิจฉาเรา" ( หน้าส้นตรีนจริงๆ-*- )

ในอนาคต รัฐบาล อาจจะ บรรจุ Emo ให้เป็นแฟชั่น O-Top 1ตำบล 1Emo
***
ถาม-ถ้าเกิดเจอ Emo ตัวจิงหละ ~~!! ยังจะกล้าพูดอะไรไหมครับ

ตอบ- ก็ตะโกน ดังๆสิวะ ว่า ไอ๊เหรี๊ยเกย์ !!!!!

มืงเป็น Emo มาได้ไง ไม่รุ้กำพืดตัวเองวะ ว่า เกิดมาจากอะไร 5555555+

 

หาก คุณลองให้ Emo บริหารร่างกายด้วยการ กระโดดตบ100ครั้ง
Emo ไม่สามารถ ทำได้ตามที่กำหนด อันเนื่องมาจาก กางเกงที่รัดไข่มันจนเกินไป ทำให้มันจุก

ในขณะที่ เล่นBlood sea คุณจะพบว่า มีEmo หลายๆตัว แอบผายลม ในขณะที่โดนแท๊ก (ตดแตกนั่นเอง )

และในขณะเดียวกัน อาจมี Emo หลายๆ ตัว เกิดอาการเยี่ยวกระปิบ ในขณะที่โดนแท๊ก

อัตรา%การหน้าแหกของ Emo เพศหญิง พบว่ามีสูงมาก ในขณะที่โดนตบ อันเนื่องมาจากห่วงที่คล้องปาก ฉีกขาด

จากการสำรวจพบว่า วัยรุ่น ที่นิยม ชมชอบแนว Emo มี%พัฒนาการทางสมองระดับต่ำกว่า แนวอื่น(โง่ นั่นเอง ) สาเหตุมาจากการ ที่โยกหัวบ่อยๆ นั่นเอง ทำให้ น้ำไปเลี้ยงสมองไม่พอ

จากศุนย์การแพทย์พบว่า Emo เป็นโรค หูน้ำหนวก ร้อยละ 70 ของประชากร Emo ทั้งหมด เนื่องมาจาก การโยกหัว จนทำให้น้ำในหูไม่เท่ากัน

Emo มักชอบอวดรู้มาก บางทีคุณอาจสมมติชื่อวงดนตรีที่ไม่เคยมีในโลก ขึ้นมาเองในใจแล้วไปถามEmo เช่น "มืง เคยฟังวง Buffalo eat banana รึยัง ว๊ากสะใจดีนะ เจ๋งวะ " Emo อาจตอบ ให้คุณ ฮาเล่นได้ว่า

" กุเคยฟังนานแล้วตั้งแต่สมัยอยู่ใต้ดิน" 555555555+ (อันนี้ลองกับเด็กแถวบ้านแล้ว ฮาสัสๆ 5555+) และเมื่อคุณจับได้ว่า ip มันซ้ำกัน มันก็จะอ้างโง่ๆ ว่า เนตเสีย (มันไปเกี่ยวเหรี๊ยไรกะ ip ซ้ำวะ -*-)
 

 

จาก my.dek-d.com/NJKubpom/

 และนี้ก็เป็นเพียงความเห็นข้อความที่คนไทยมีความเห็นเกี่ยวกับ EMO ว่าคืออะไรกันแน่...ต่อไปก็จะเป็นเรื่องราวของ EMO จริง ๆ คะ

ต้องขอโทษไว้ก่อนนะคะ ว่าขี้เกียจแปลจริงจัง ดังนั้นอ่านภาษาอังกฤษไปกันนะคะ อีกอย่างคือเป็นข้อความจริง ๆ ที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เจ้าของต้นกำเนิดเขียนเองคะ

 

By the way, Thank you for all informations about EMO.

 

Thank You

www.emo-love.com

 

What is Emo ?

Picture it: the Washington DC music scene of the mid-1980s. Hardcore music is the prevalent genre of any real import: Bad Brains, Teen Idles, Minor Threat et all are tearing up venues with hedonistic abandon, and a small minority is getting sick of it. Sick of the drugs, the drink, the vapidity of hardcore music in its increasing popularity. Things had to change. With this realization on the part of the likes of Rites of Spring and Embrace, the genre which would later be mockingly referred to as 'emocore' was born in DC in the late '80s. The music was softer, slower and more technical, with lyrics on the personal rather than political scale. Distorted guitars strumming octave chords and strained vocals were the order in this new genre soon to evolve into the genre of 'emo'.

 

The sound of classic emo was more brutal than its predecessor emocore: there was a lot of play on quiet-loud, soft-harsh dynamic shifts in the music; songs became movements rather than mere songs. Once again, octave chords were used to drive the music along with a certain sense of desperation and urgency. Vocals ranged from a whisper to a howl to mere talking, all in keeping with the mood of songs and emotion of the vocalist. Performances were often honest and earnest, with vocalists often breaking down into tears from this emotional outpouring that was their music. The lyrics tended to be abstract, difficult to decipher and, invariably, difficult to hear; all of which added to the mystique of the genre's music.

 

The mid-1990s brought with them a new generation of bands influenced by the work of Fugazi, such as Sunny Day Real Estate, Mineral and Texas is the Reason. In the fledgling era of the World Wide Web, internet discussion on these bands and other bands belonging to their scene led to their being tagged 'emo', even if Fugazi had had nothing to do with the First Wave of emo. The '90s period saw the first 'emo' mainstream record release in the form of Jimmy Eat World's Static Prevails. This genre of what is called 'post-emo indie' continued to rise in success up until the early 2000's, where it then met its end of mainstream popularity.

 

However, all of this is very much in the past: the modern definition of the term 'emo' has very little to do with the original '80s hardcore definition, or even the '90s indie definition. Jimmy Eat World 's shift from post-emo indie influences to a more poppy feel to their music led to the term still being applied to them, inexorably changing its meaning. 2003 saw the success of singer-songwriters such as Chris Carrabba (of Dashboard Confessional), who himself was seen to be at the forefront of a new movement of artists with (supposedly) overtly emotional music. MTV had to come up with a tag to market this movement at adolescents in a catchy manner, so the tag 'emo ' was chosen. This misnomer was expanded to many other bands with very little, if anything at all, in common: it is, therefore, pretty much impossible to define emo in the current musical climate, other than the assumption that it 's anything being marketed to teenagers. The term 'screamo' (which will be discussed later) was used to describe bands with a heavier sound, producing a similar cathartic-esque music. Current examples of 'emo'/'screamo' include:

 

  • My Chemical Romance
  • Fall Out Boy
  • Dashboard Confessional
  • Cursive
  • Avenged Sevenfold
  • Bring me The Horizon
  • Panic(!) at the Disco
  • From First to Last
  • Senses Fail
  • Taking Back Sunday
  • Bright Eyes
  • Coheed and Cambria
  • Thursday
  • and more?

 

 

The MTV generation of the term turned into more than just a genre of music: a subculture of sorts was born from it. Fashion and behavioural trends have been born from this: tight jeans, tight t-shirts, hair with bangs over eyes, studded belts, skate shoes and horn-rimmed glasses are all the order of the day to this subgenre of people. There 's a certain observed predilection to pseudo-depressive and histrionic behaviour with the 'emo