Purikura-Queen <3

posted on 18 May 2009 21:46 by 8i8-nobara-8i8  in FRIENDS

+Sawadeeeeee Kaaaaa+

 

กลับมาจากญี่ปุ่นทั้งทีก็ต้องมีอะไรมาให้ดูอีกคะ !! คงไม่แปลกใหม่อะไรสำหรับวัยรุ่นไทยสมัยนี้หรอกคะ(จิ๊นซ์ก็ด้วยเหมือนกัน !!! XD)

ชื่อTitleก็บอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับอะไร ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้นั่นคือ

"PURIKURA"

 

ตู้สติ๊กเกอร์ทันสมัย ฮ็อตฮิตที่ญี่ปุ่นมาก ๆ ขนาดที่ว่าไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องมีตู้Purikuraเสมอคะ(ถ้าเทียบก็คงเป็น SevenEleven บ้านเราเนี่ยแหละคะ

และคงอยากรู้เข้าไปอีกหล่ะสิท่า~* ใครกันหว่าที่เป็นเจ้าแม่Purikura....คือไม่มีหรอกคะ ^^; แบบว่าตั้งชมตัวเอง แอนด์ เพื่อน ๆ ที่รักเท่านั้นเองคะ (โดนกระทืบแน่งานนี้....;;;;)

แต่อย่างจิ๊นซ์ซะอย่างไม่มีโกหกหรอกคะว่า สวยเริดเพริศพริ้งโอเว่อร์เหมือนกับคนอื่น ๆ เค้าทำกัน(ไม่รู้ว่าใครแต่พูดไปก่อนแล้วกัน เพราะมันมีพวกคนประเภทนี้เยอะในทุกชนชาติ) เพราะว่ามันสวยจริงคะ !!! (^//////^) (ชมตัวเองหน้าด้าน ๆ)

และนอกจากนี้ก็มีการเล่าถึงสภาพที่ญี่ปุ่นที่ตนได้ไปประสบพบพานมาคะ เรื่องตู้Purikuraทุกคนอาจจะคิดว่าธรรมดา แต่ขอ Said คะ ว่าถ้ามันอยู่ที่ญี่ปุ่น งานนี้มีของแปลกแน่นอนคะ ! FUNFlaG !!!

ไม่พูดให้ยืดเยื้ออออออ....ไปดูกันเลยคะ

.....

 

ภาพชุดที่1 นี้... คาดว่าน่าจะถ่ายที่ Ueno ชั้นใต้ดินที่ไหนสักแห่ง ^^;; คือไปซื้อของสดก่อนกลับหออะคะ เพราะในวันรุ่งขึ้นเนี่ยต้องไปทำอาหารเลี้ยงเด็กญี่ปุ่นที่โรงเรียนเค้ารับเรามากกว่า 50 คนแน่นอน !!!

แต่ก่อนหน้านั้นเค้าก็ให้เราแนะนไตวในห้องประชุม เราก็แบบ ...เวรรรแล้วววว 100กว่าคน ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย แบบไทยแหง ๆ...(มีหยาบนิด อย่าคิดมากคะ เพื่อเข้าถึงอารมณ์ของผู้พิมพ์นะคะ ^^; อ่านดูเพื่อความบันเทิง) แต่พอเข้าไปในหอประชุมเค้าแล้วมีแค่ ชั้น ม.4 คะ 5555+ บุญยังมี แค่นี้โอเคไม่เป็นไร แล้วก็ด้วยความสงสัยคะ จุงหันไปถามครูที่มาคุมนักเรียนแลกเปลี่ยนด้วย...

"แล้วเด็กชั้นอื่นเค้าทำอะไรกันอยู่อ่ะ ครูพลอย ไม่ต้องมานั่งฟังด้วยเหรอ ไปอยู่ที่ไหนอ่ะ" (วันนั้นเป็นวันเสาร์คะ ที่โรงเรียนญี่ปุ่น นามว่า "จุนเต็น" นั้น เค้ามีให้เด็ฏเข้าชมรมแล้วก็มีเรียนตอนวันเสาร์ด้วยแต่แค่ครึ่งวัน หรือเต็มวัน (แล้วแต่ชั้นคะ))

แล้วก็ได้คำตอบที่เล่นเอาขาสั่นกันถ้วนหน้า...+หน้าซีด ดีนะชั้นทาปากมา(ก็แค่ลิปมัน ไม่ได้ช่วยเลยยยย)

"อ๋อ..ชั้นอื่นเค้าดูพวกเราแนะนำตัวผ่านทางจอทีวีอ่ะ"

...เวรกรรม นึกว่าจะรอด กรรมหนักกว่าเก่าอีก My Goshhhhh !!! ดูผ่านทีวรจอแบนความกว้างยาวน่าจะประมาณ 32 นิ้ว หรืออาจมากกว่านั้น(จากเท่าที่เห็นมาตอนเข้าชั้นเรียน เรียนร่วมกับเด็ก ม.ปลาย ชั้น ม.5 ถ้าเทียบกับไทย และนี่ก็มีเรื่องเล่าอีก เป็นตอนที่เห็นสันดานดิบเด็กม.ปลายญี่ปุ่นอย่างแท้จิง ธาตุแท้* อยากทราบติดตามตอนหน้าคะ มีเรื่องมันส์ ๆ มาเม้าท์มากมาย อยากจะระบายให้ทุกคนรู้สึก Hurt Sad Sick F**k Happy ไปพร้อม ๆ กันคะ)

ภาพบรรยากาศตอนกำลังเครียด...

 

...เนี่ยแหละหน๋อ...ความซวยไม่เคยปรานีใคร...

แล้วก็ไหน ๆ ก็ตายดาบหน้ามาขนาดนี้แล้ว ก็ลุยมันเลย เดินขึ้นเวทีคนแรก (วางแผนเรียบร้อย "ถ้าราขึ้นคนแรก ๆ ไอ้ไมค์นรกนั้นก็จะไปตกกับคนที่ขึ้นมาคนสุดท้ายย ^^)

แต่เกมส์ดันกลับผลิกผันคะ !!! โดนคนแรกเลย !!! (แม้งงงง....อุตส่าห์ทำหน้าไม่รู้เรื่อง เหอะ ? หะ ? สุดฤทธิ์) แต่ก็เห็นแววว่าจะไม่รอดแล้วตั้งแต่ครูที่คุม 2 คนบอกปัดให้เด็กพูดก่อนนนน

ฟายยยยยยคะ !!! เอาหล่ะ....ไหน ๆ ก็จะโดนคนแรก รีบทำให้มันจบโดยเร็วที่สุดคะ ท่าตอนพูดเลยออกมาเช่นนี้แล ...

แหมมมม !!!! พอจับไมค์ปั๊บ ทุกคนก็เงียบปุ๊บ ฟายยยยย(อีกรอบ) เอาหล่ะ  ตายอายก็ตรงเนี้ยแหละต่อหน้าสายตานับ 1000 คู่ ดังแน่คราวนี้ อีจิ๊นซ์...=_=;;;;;

สุดท้ายก็พูดได้อย่างที่เขียนสคริปไว้...(^v^) รอดคะ (TTvTT) แต่ท่าถือไมค์ก็ออกมาแปลกเช่นนี้แล...

 

(ยืนพูดพยายามยิ้มสุด ๆ แล้ว อู๋กำลังนึกสคริป+เริ่มเครียด ตองเครียดจนหน้าแหยเลยอ่ะ !)

 

กลับมาที่เรื่อง Purikura คะ พอออกนอกเรื่องนี่ยาววววจนหยุดไม่อยู่...ขอโทดคะ

 

 

จากซ้าย.... นิ้ม(สวยมั้ยหล่ะคะ เพื่อนขั้นนนน!) ถัดมาก็จิ๊นซ์คะ(แต่เพื่อนในคลาสเรียนญี่ปุ่นเรียกว่า "โอบะ" ที่แปลว่า"ป้า"คะ) ส่วนขวา ปั๋น (คนที่เรียกชื่อคุณเธอได้ต้องเป็นคนที่รู้จักเธฮในโรงเรียนเท่านั้นคะ คนอื่น NO WAY !) หรือที่รู้จักกันดี(จิ๊นซ์ก็saidอยู่บ่อย ๆ) Rie คะ!
อันนี้ยืนยันว่ามาที่ญี่ปุ่นแน่คะ (นิ้มเขียนคะ) มีเติมดอกให้ที่หูด้วย คิดเหรอว่าชั้นจะเหมือนเงาะป่า****
อันนี้แต่งไม่ทัน และไม่รู้จะแต่งยังไงดี ดูเสื้อแต่ละคนสิคะคนละแนวววววเลยยยหะ !เห็นว่าตัดกันอย่างชัดเจน
คริ ๆ สวยหะ (^-^)v ไม่คิดว่าถ้าใส่แว่นแล้วจะขึ้นเช่นนี้กันหมดสามคน

รูปนี้เจ๊ริเอะ แอ๊บสุด ๆ คะ

 

ปิดท้ายเซตนี้ด้วยภาพน่าประทับใจ ที่เลือกเอาไว้ให้คนอื่นโหวตต่อ ๆ

 

อธิบายเรื่องตู้ต่อคะ...

ที่ญี่ปุ่น(ที่ไทยก็มีบางตู้แล้ว) ที่เมื่อถ่ายเสร็จจะให้เลือกรูปที่ดีที่สุด แล้วก็จะเป็นรูปไว้ให้คนอื่นโหวตต่อ ๆ กันว่าใครได้ที่ 1 อะคะ ที่มีเพิ่มมาให้คือ(และน่าตกใจมาก) เค้ามีให้โหลดลงมือถือด้วย ! แต่เป็นเมลมือถือเท่านั้นคะ ซึ่งสาวญี่ปุ่นนิยทโหลดลงมือถือคะ แต่ยังไงก็ตามก็มีรูปติ๊กเกอร์ออกมาให้ด้วยคะ (เพราะฉะนั้นถ้าชาวไทยไปอย่าตกใจ คุณจะได้รูปแน่นอนคะ)

สิ่งที่ทำให้แจ่มแจ้งตู้ Purikura คือ หากไม่มีใครต่อตู้ที่เราถ่าย ตอนเราแต่งรูปมันจะหยุดเวลาให้โดยอัตโนมัติคะ ! แต่ตอนที่จิ๊นซ์ไปถ่ายมีคนมาต่อคะ เลยมีเวลาจำกัดมาก ๆๆ ขอบอกว่าเวลานับถอยหลังเค้านั้นเร็วกว่าตู้ที่ไทยเยอะมากกกกกกกก**** (เน้นคะ)

 และหลังจากที่ถ่ายเสร็จก็ไปตัดรูปแบ่ง ออกมาก็เจอเหตุให้ช๊อกคะ !

เจอแก๊งค์หนุ่มโล้นซ่าคะพี่น้อง(ในชุดไปรเวท)จำนวน 6-8 คน มายืนแถวตู้ ๆ และที่ตัด (โอ้แม่จ้าวววววว กรรมเวรไรว่ะ) เรา 3 คน จิ๊นซ์ ริเอะ นิ้ม ก็คิดอย่างเดียวกัน แม้งแปลก ๆ น่ากลัวหว่ะ แม้งจะทำไรป่าวว่ะ เลยรีบตัดไม่สนตรงไม่ตรงคะ

แต่สุดท้ายแล้วก็ทราบว่าทำไมเค้ามายืนด้อม ๆ แถวนั้น....พวกพี่ท่านมาถ่ายPurikura คะ !!! OMGGGGGGGoshhhhh !!!!!!!!!! O[]O !!!!!!!!!!!! ไม่อยากเชื่อพวกพี่จะถ่ายกับเค้าด้วย มาดร้าย + เท่ห์นิด ทำอย่างงี้ด้วย ช่างเป็นประเทศที่ประหาดและคนแปลกโดยแท้...

เพิ่มเติมอีกนิด....ก่อนเข้าไปภาพชุด 2 คะ

แม่โฮสต์นั้นบอกว่าตู้Purikura นั้นโดยมากผู้ชายจะไม่เข้าไปถ่ายกัน เพราะไรเหรอ...

ถามมาแล้วคะ...

เค้าบอกว่า ถ้าผู้ชายเค้าไปเนี่ยเค้าถือว่าเป็นแฟนกับผู้หญิงคนนั้นทันทีโดยปริยาย no comment คะ! จิ๊นซ์เห็นรูปที่โฮสต์จิ๊นซ์ถ่ายคู่กับแฟนแล้วคะ

(เม้าท์นิดส์....แฟนหน้าตาดีโคตรรรรรร หน้าเหมือนการ์ตูนเดี๊ยะ ! ขนาดใส่หมวกปิดผมแล้วนะ

 แบบนี้เลยยยย !!!! ไม่ได้โม้นะคะ เรื่องจิงเรื่องจัง !!!!

หน้าเต็ม + ตัวรูปร่าง เยี่ยงนี้แล

(เจ๊Mai แกเป็นคนเปิดเผยมาก เผยหมด เมสเสจหาแฟนเธอยัง เซดถึงจิ๊นซ์เลยคะ (ไม่อยากทำตัวเสือกแต่มันเหลือบไปเห็นอ่ะ เลย(แอบอ่าน)ในมือถือน้องแก ตอนพิมพ์เลย (ด้านมาก))

เห็นหน้าค่าตาครบ เครื่องหน้านี่แบบ พี่..พ่อแม่ทำกันยังไงได้เทพขนาดนี้ !!!! ขนาดเอามือปิดปากเหลือแต่ตา(ดูจากภาพในกล้องถ่ายรูปโฮสต์คะ) ตาโตใสแจ๋วววว เห็นแล้วช็อก ตะลึงไปเลยคะ เราก็ชมกระหน่ำสิคะ ท่าทางจะคบกันตั้งแต่อยู่ ม.ต้น เพราะเห็นรูปที่แขวนอยู่ข้างฝาเหนือโต๊ะทำงานชีเค้าคะ ดูออกได้ไง(ก็ชุดนักเรียนสิคะ !))

 และนี่ก็โฮสต์จิ๊นซ์คะ...นามว่า Mai Serizawa !!!!

น่ารักมั้ยหล่ะ โฮสต์ช้านนนนนนนนน~**** <3333
ตอนอยู่ในตู้สุดยอดคะ ท่าทางเจ๊เค้าจะเซียนจิงจังมากพอถึงเฟรมนี้รีบแอ็ ตูยังยืนงงอยู่เลยคะพี่น้องงง เค้ารีบลากบอกให้ถอยหลัง แต่ท่าจะไม่ทันเลยบอกว่าอ๊กเลยคะไม่ต้องห่วงงง
จึงออกมาดังภาพคะ...
ชอบภาพนี้ที่สุดเลยยยย สวยสุด ๆ แล้ววววคะ !!!
 Perfect Coupleeee3333
น่าจะเป็น Cawaii Model ที่ญี่ปุ่นคู่กันเลยยย 5555+(หลงตัวเองอีกรอบบบ)
แสงสวยยยยคะ
และขอบอกว่าเจ๊ Mai Serizawa นั้น จิ๊นซ์คิดว่าและบอกเค้าไปแล้วด้วยว่าให้สมัครเป็น Cawaii Model ซะทั้งพี่ทั้งน้องคะ ! (อยากเห็นหน้าน้อง สาวเค้า ตอนหน้าคะ !!!)
หวังว่าเราคงจะได้เห็นเธอในนิตยสารCawaii บ้านเราเร็ว ๆ นี้ด้วยยยย !!!
เป็นกำลังใจให้คะ !!!
และภาพ Purikura นอกเหนือจากที่ญี่ปุ่นแต่จิ๊นซ์ช้อบชอบบบ
เชิญชมคะ
อันนี้เฉย ๆ แต่ว่าถ่ายแบบรวมคนที่ไปเที่ยวด้วยกันวันอาทิตย์ ที่ Harajuku !!!
มี Natsu(หายตัวไป เข้ากรอบไม่ทัน) ส่วนข้างหลังKaren(ไม่ได้เป็นลูกครึ่งอะไร แต่พ่อแม่ตั้งชื่อฝรั่งทั้งบ้านเลย)Mana(น้องของNatsu) Mai Jinsn(ชั้น แอนด์ เจ๊เค้านี่เต็มที่ทุกรูปคะ) Pin(มองไปไหนก็ไม่รู้) and BaiFern(หลั่นล้า ทุกรูป)
อันนี้ Ichiban เลยคะ
จิ๊นซ์เป็นคนตกแต่งเองหมดเลย !!!! ไม่มีคนช่วยเติมแต่งคะ โคตรจะภูมิใจ แต่งได้สวยเช้งงง (TTvTT)
ใส่แว่น จิ๊นซ์เองคะ(มีแต่คนบอกว่า Sexy แต่ชั้นว่าสวยนะ-_- แต่รูปนี้ฟลุ๊คมาก โพสต์ได้ไงลงตัวเหมาะเจาะ (ตอนแรกคิดว่าจะโพสต์ไม่ทันเสียแล้ววว)) ส่วน Rie นั้นทำหน้าหื่นอยู่ข้างหลัง(อันนี้เจ้าตัวพูดเองนะ) ส่วนนิ้ม ทำท่าเหมือนจะต่อยคนเลยอ่ะ !!!
!!!! สวยไม่สวยว่าไงเม้นมาหน่อยแล้วกันนะคะ !!!!

edit @ 18 May 2009 23:39:10 by Amai Ochiki

Cosplay : Tifa Lockheart

posted on 08 Apr 2009 21:06 by 8i8-nobara-8i8  in FASHION

 Cosplay & Cosplay & Cosplay

อีกแล้วเหรอ....(-_ -)

 

 ก็ได้รับความกรุณาให้ยืมชุด Tifa จากเพื่อนมาถ่ายเล่นช่วงปิดเทอม ก่อนที่เพื่อนจะเอาชุดออกขายบนเน็ต...(รู้ที่หลังมันหลอกใช้นี่หว่า !!! O[]O !!! ไอ้เพื่อนนนนนน$##$@#$# แต่ถึงอย่างไรมันก็ได้ภาพไปอยู่ดี....TT^TT)

 ทิ้งท้ายคอสเพลย์ชุดนี้ไว้ก่อนไปโตเกียว !!! ยังไงก็ฝากเม้ยด้วยนะคะ ไม่สวยด่าได้คะ (^o^) hurt มาหลายรอบแล้วคะ (อันนี้โดนคนอื่นด่ามาก่อนโพสต์ลงนี่ X()

 

ชุดคร่าว ๆ ก็ประมาณนี้แล~ ถ่ายในห้องน้ำ(พูดตรง ๆ)
Shot นี้ !! Fluke ถ่ายได้อีกแล้วคร่า~!!!!!
 
ห้องน้ำจริงจัง...
 
 
พิสูจน์ได้ว่าภาพขาวดำ ทำให้แกหน้าคล้ายเค้า .....(-_-)
Shot เดียวกัน แต่ดิหั้นแก้มเยอะ (o^o^o)
 
ไม่ยืดภาพคะ ขอโทษจิง ๆ คะ เดี๋ยวภาพแตกกกกกก (=[]=) !!
ปิดท้ายด้วยภาพสวย ๆ ของชีเองดีกว่า
 Cya Next month Ka !!
!!! GooDBye THAILAND , JAPAN here I am !!!

edit @ 8 Apr 2009 21:44:59 by Amai Ochiki

Cosplay : Rinoa Heartilly

posted on 01 Apr 2009 18:53 by 8i8-nobara-8i8  in FASHION

 Cosplay นี้ก็ไปถ่ายนานนมมาแล้ว (ขอแจกแจงนิดส์คะ...ก็หลังจากที่ถ่ายคอส Konoka ไป คงจำกันได้(ก็พึ่งลงไปเมื่อวานนี่ !!) Rie ชีก็บ้าคลั่งขึ้นสมองลากไปคอสด้วยตามประสาของเธอเอง (-_-)ตามใจชีหน่อย คบกันมาตั้งนาน...) ในระหว่างนั้นก็เกิดอาการคลั่ง Yamamba ผิวดำกัดสีผมขึ้นมา ตัวจุดประกายคงเป็นการ์ตูนเรื่อง GaLisM กับ Peach Girl XD !!! ดำสวย..ชอบคะ !!! ลงทุนว่ายน้ำ ตากแดด ลุยเขา เดินในที่แจ้ง...ผลออกมาก็ดำอย่างที่เห็นในภาพCos Rinoa แหละคะ (-_-;)

 ลากตอนขาวไม่ได้ ต้องลากไปตอนที่สีผิวมันดำได้ใจใช่มะเพื่อนสาว~!!!! (=[]=) !!!! OMG ! ต้องกราบขอโทษประชาชีด้วยนะคะที่ดันทำภาพพจน์Rinoa เสียหาย (TT^TT) ... ทำใจดูกันไปคะ.......

 

[RIE] (_ -) --- VS --- (- _) [JINSN]

 

ต้นฉบับ

...นี่ก็ดูดี...

...CG เค้าก็ดูดี...

 

...ไอ้ข้างล่างมัน......อุบาทถ์จิต(=_=) ...

#1

(อานิสงส์ของการถ่ายเล่น ดันมี SHot นี้พอดี !(OoO)!)

#2

(เอิ่มมม...อย่ามองลึก....(^-^;))

#3

(แทนได้อีก....)

#4

(Ohhh ! WTH ! WITH ma legssssss ! อย่างกะท่อนซุง =[]= !! กล้ามแขน !! นี่เธอไปเพาะกายมารึไง !?)

#5

(ย่อภาพแล้วหน้าเป็นแย้ คงขนาดไว้เท่าเดิมดีกว่า (^-^;) ก่อนจะ Hurt ลูกตาคนดู)

และ

ลองทำเล่น ๆ (ช่างกล้านัก)

คล้ายมั้ยหละคะ (^-^)

Jinsn - Camilla Belle

(ขอบอกว่าชี Camilla หน้าเหมือน Rinoa อย่างแรง !!)

มีเครื่องพิสูจน์ !! O[]O !!

หมดแล้วคะ ! คงจะ Hurt กันน่าดู ต้องกราบขอโทษเป็นอย่างแรงคะ (TT/\TT) ก่อนCOs จะไปเก็บตัวก่อนคะ (ร้องไห้น้ำท่วมบ้าน....Ri..e.... (*-*) เจอกันหล่ะน่าดู)

Cosplay : Konoe Konoka

posted on 31 Mar 2009 20:05 by 8i8-nobara-8i8  in FASHION

 เห็นคนมากมาย ไม่ว่าจะหญิงแท้ชายเทียมหรือชายแท้ ๆ เอง ชอบเหลือเกิ๊นนน..เหลือเกิน แต่งเป็น Characters จากเรื่อง Negima เดินร่อนกันให้ทั่วสยาม มาบุญครอง หรือที่ไหน ๆ ก็ตาม

 ดังนั้นJinsn ก็เลยอยากลองบ้าง(ด้วยแรงยุของ Rie ส่วนหนึ่ง (-_-) แม่สาวYuri) หลงไปตัดชุดกับShe ที่ประตูน้ำเสียตังค์ไปก็หลาย แต่ผลที่ได้ออกมาคุ้มค่า (TTvTT) (รอดไป ไม่งั้นRie ตายคามือJinsn แน่นอน) ชุดออกมาสวยงามรายละเอียดครบถ้วน เหมือนในManga เดี๊ยะ (โดยมากเห็นชอบคอสที่ใส่ชุดแดง ๆ เหมือนใน Anime กันส่วนใหญ่) กราบขอบพระคุณคุณป้าและคุณลูกสาวอย่างงามหนึ่งที (-/\-) คะ

 "แล้วทำไมต้องแต่งเป็น Konoka หลานผอ. ด้วยหล่ะย่ะ หล่อนสูงกว่าชีตั้ง 10 เซน.กว่า(-_-*)" Rie said

 "ก็นะ !!!พึ่งไปตัดม้ามาจะให้คอสตัวไหนหละคะเธอ โทษทีที่สูงเกินตามมาตรฐานKonoka คะ" ขี้เกียจตอบชีเป็นยิ่งนัก

 ไม่พูดต่อแล้วคะ เดี๋ยวจะไม่จบ(แน่ ๆ) (*_ -) -VS- (-_ *)...

PS.- ต้องขอบคุณช่างกล้องจำเป็น สาวใช้พม่านัยน์ตาแขก พี่เอ คะ (^/\^)

(Almost close Up ..(-_-).. อานะคะ ไม่อยากจะSaid กะพี่เอมาก เดี๋ยวพม่าสวนกลับ ดีไม่ดี เอามีดมาแทง ซวยอีก(=_=;))

ภาพKonoe Konoka จากAnime (พอเป็น Example ว่า  What she look likes ;))

#1

 

(ไม่ชัดแต่ก็ดูดี (>v<) ที่รู้ปากอิ่มกว่า Hwang Bo ra แล้วกัน(มั้ง?))

#2

 

(ยอมรับว่าผูกไทมั่ว...แต่ไม่รู้ทำอีท่าไหนออกมาสวยงามดังรูป(Fluk Sudๆ))

#3

 

(อวบไปนิด คงไม่ผิดนะคะ (^-^;) แล้วShe เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ถ่ายไม่เต็ม (-_-) บ่นไม่ได้ เดี๋ยวชีเชือด)

#4

 

(พอลองถ่ายเอง....มันนางมารร้ายชัด ๆ)

#5

 

(ชุดก็เป็นดังที่เห็น ถ่ายในห้องน้ำอย่างไม่ต้องสงสัย ตราร.ร.เนี่ยชัดเชียว)

 

 เอาเป็นว่าทำใจดูกันไป ไม่งามเหมือนท่านอื่น ๆ ที่เค้าเป็นCosplayer เต็มตัวทั้งกายใจ ลึกหยั่งถึงเลือด (ทำไปเพราะความอยากลองแต่งไรแปลก ๆ ก็เท่านั้นเองแหละคะ m(_ _)m) ถ้าไม่ถูกใจใคร เม้นด่าตามสบายคะ (TT^TT) ยอมรับแต่โดยดี (u_u)...

edit @ 31 Mar 2009 20:44:24 by Amai Ochiki

edit @ 31 Mar 2009 20:57:03 by Amai Ochiki

EMO

posted on 29 Mar 2009 20:15 by 8i8-nobara-8i8  in FASHION

 ด้วยความที่ตอนนี้เป็นช่วงบ้า EMO อย่างเต็มสตรีม...(อาจจะเป็นมาตั้งแต่กำเนิดแล้วก็ได้อันนี้ไม่รู้ แต่พึ่งจะมาพีคเอาตอนอายุ 16-17 เนี่ยแหละ (>v<)) จึงอยากเอามาแบ่งปันความ EMO ของตัวเอง และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ EMO Fashion ด้วย (^o^) คราวนี้ ชาวไทยก็จะได้รู้แล้วว่า EMO จริง ๆ แล้วคืออะไร

"ไม่ใช่แว๊นซ์ หรือ สก๊อย พวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงแค่พวก "TRY TO BE (EMO)' แต่ไกไม่สามารถเป็นได้ ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ๆ (ที่พวกเราก็น่าจะรู้กันดีและเข้าใจมันได้)"

-จากความคิดของ Jinsn-

(อยากว่าอะไรก็ตามสบายคะ เปิดรับทุกความคิดเห็น แต่ที่กล่าวไปมันก็เป็นความจริงไม่ใช่หรือคะ ?)

 

..ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาจริงจังกันมาดูจากข้อความของคนอื่นกันบ้างที่ Jinsn ยกมาให้อ่านกันนะคะ..

อีโมไม(EMO)่ใช่แฟชั่น
แต่อีโม(EMO) คือคำด่า ที่ฝรั่งเค้าไว้ด่าเกย์

ขอต่อต้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(เกลียดแว๊น)

....พังค์(PUNK)กับอีโม(EMO) ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงPUNK พังค์ไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่แค่ดนตรีแต่มันคือวิถีชีวิต อุดมการ
ชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่สายน้ำไหล อย่าไปตามกระแส
อย่าทำให้ตัวเองดูโง่...ถูกสนตะพายจูงจมูกเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้

....แต่ถ้าชอบอีโม ไม่มีใครว่าหรอก หมายถึงถ้าชอบจริงๆ
ใครจะมาบังคับให้คุณเปลี่ยนแนวได้ อย่าทำตัวกระแส

....พอรู้ว่าอีโมคือตุ๊ด(เหมือนอีโมรุ่นพี่บางคนที่กำลังดัง) ก็เปลี่ยนมาเรียกตัวเองใหม่เป็นเมทัล เป็นไอ้นั่นไอ้นี่ ทั้งๆที่ไม่ได้รู้ความหมายเลย มันน่าสมเพชมากกว่าพังค์ที่ขายอุดมการ หรืออีโมที่เดินใส่เสื้อตัดอ้อยสกรีนลาย เรทโทรสเป็คท์ อีกนะ...

....เพราะมันน่ารังเกียจในฐานะที่ไม่รู้กำพืดตัวเอง
แต่ก่อนเคยเป็นอีโม เคยเรียกตัวเองเต็มปาก ว่ากุน่ะคืออีโมนะเว้ย
แต่พอมารู้ว่าเค้าไว้ด่าตุ๊ด ก็เปลี่ยนใจกันง่ายๆ
นี่เหรอ กระแส.... ที่พวกมึงรัก...

ใครที่ชอบอีโมจริงๆเป็นชีวิตจิตใจก็รักษาแนวไว้ให้ดีนะ (ที่พูดถึงหมายถึงพวกตามกระแส หรือง่ายๆ

จาก www.yenta4.com

 

เมื่อ...คุณเจอ Emo ตัดอ้อย

คุณถามเขาว่า Emo คืออะไร เขามักจะตอบว่า "Retro spect "

เมื่อ..คุณถามเขาว่า Emo ขับรถอะไรเข้าสุด เขาจะตอบว่า "Mio"

เมื่อคุณถามเขาว่า ดนตรีอะไรหนักที่สุด เท่าที่คุณได้ฟังมาบนโลก เขาจะตอบว่า "Retro spect " (อีกแล้ว 41)

เมื่อ..เวลา Emo รวมตัวกัน5คนขึ้นไป คำต่อไปนี้ห้ามพูดให้ Emo ได้ยิน คือคำว่า ตัดอ้อย เสี่ยว เรื้อน ลาว เห่ย กาก มั่วแนวว่ะ คำพวกนี้ห้ามพูดเดี๋ยวมันกัดเอา เพราะมันชอบคิดว่าไปด่ามัน

เมื่อ....เวลา Emo เช็คออพเรา (แบบว่ามองเราหัวจรดตรีน จะก๊อปตุว่างั้นเหอะ 41 ) ให้ใจกล้าๆหน่อยแล้ว ถามว่า "เช็คออพกุเหรอครับ " Emo จะสะดุ้ง

Emo มักเป็นโรคหนังศีรษะ มันจึงต้องเอามือลูบหัวบ่อยๆ


เท่าที่เห็นๆ Emo ตัดอ้อยทั้งหลายแหล่ ส่วนมาก เล่นดนตรีไม่เป็น เพราะฉนั้นถ้าอยากให้ Emo หน้าแหก ให้ลองไปชวน พวกนี้คุยเรื่องแนวดนตรีดู มันจะงง

เมื่อ Emo เเดกหมี่เกี๊ยว มันจะประสบปัญหา เส้นผมแหย่ลงไปในชาม เพราะฉนั้นมันจึงต้องเเดกไป สะบัดหัวไป

เมื่อ Emo มีศรัทธาในองค์ท้าวจตุคาม คุณอาจเห็น Emo บ้าพระเครื่องห้อยจตุคามทีเดียว3 องค์

เมื่อ Emo ขี่ มีโอ รถคู่ใจ Emo ต้องขับมือเดียว เพราะอีกมือต้องเอามาจับผมหน้าไว้ ให้มันเป๋ตลอด นี่จึงเป็นปัญหาว่าทำไม Emo ขับรถชนถังขยะหน้าบ้านกุบ่อยๆ

เมื่อ Emo อยู่กับครอบครัว Emo อาจลืมตัวฟังโปงลางสะออนไปแล้วโยกหัว สะบัดผม โดยไม่อายสายตาใคร

เมื่อ Emo มาจากที่ราบสูง ภาษาที่ใช้ หาคุณได้ยินเข้า จึงอาจทำให้คุณคิดไปได้ว่า แฟชั่นนี้มันมีต้นกำเนิดมาจาก Eสาน รึเปล่า

Emo มักไม่กล้ากินน้ำพริก เพราะปากมันจะแสบ

บ้านEmo มักมีที่หนีบผม เอาไว้หนีบผมหน้า เอาไว้สะบัดเวลาเเดกหมี่เกี๊ยว

Emo ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับ เกษตรกร ตัดอ้อยตัวจริง
กลัวการเปรียบเทียบมั้งนะ

เมื่อEmo รู้ว่าต้นกำเนิดของ Emo แท้จริงแล้ว เกิดจากกลุ่ม เกย์ชายรักชายในประเทศอังกฤษ Emo จะทำใจได้ใน0.1วิ แล้วมักบ่นว่า "ตุ๊ดก็เท่ห์ได้วะ"

อันสุดท้าย หากวันไหน Emo ใส่เสื้อดำ หากคุณเดินตาม คุณจะพบขี้เกลืออยู่บนแผ่นหลังเสื้อของ Emo อันเนื่องมาจากการใช้แรงงานและการเสียเหงื่อจากการ สะบัดหัวตอนเเดกหมี่เกี๊ยว

เมื่อEmo ไปซ้อมดนตรี ก่อนซ้อม ณ หน้าห้องซ้อม Emo ชอบคุยกันเรื่องวง เมทัลเมืองนอก เช่น "กุแกะ kill switch engage อยู่ว่ะช่วงนี้ กุหัดจ๊ากของ มายเคมีคอลอยู่ว่ะ ปล. *Emo ที่ราบสูงเขาเรียกการ ว๊าก การ สำรอก ว่า จ๊าก นะจ๊ะ 41"

แต่เมื่อมันเข้าไปในห้องซ้อม มันดันเล่น " ไอน้ำ ตามด้วย โซคูล แล้วก็เพลงตายของมัน ปล่อยฉาน จบด้วย การจ๊าก ส่งท้าย ด้วย ม่ายมีเธอ


มันเป็นเช่นนี้เสมอ กุเองก็ไม่เข้าใจว่ามันจะมาแพร่มทำไมว่า เล่นไอนั่นไอนี่เทพ 41



เมื่อ Emo จะดูดปากกะแฟน มันต้องเสียเวลาไปถอดห่วงที่ปากก่อน ทำให้ ญ หมดมู๊ด

เมื่อ Emo ขึ้นรถ เมล์. แล้วหัวโขกพัดลมบ่อย เพราะผมเป๋มันบังตา

เมื่อ Emo ลงรถเมล์โหนรถเมล์แล้ว กลิ่นเต่าแรง เพราะเหงื่อมันออกตอนเเดกหมี่เกี๊ยวมาก สะบัดหัวมากไปไง เหนื่อยเลย

เมื่อ Emo เหยียบขี้หมา Emo จะใช้ท่า ทวิส+กังฟู ในการสะบัดขี้หมาออกจากส้นตรีน

เมื่อ Emo รู้ตัวว่าจะโดนกระทืบ Emo จะร้องเพลง ลุกขึ้นสู้ ปลอบใจตัวเอง

เมื่อ Emo หารองเท้า แมคเบสใส่ไม่ได้ Emo จะเอารองเท้าจีนแดงมาใส่ แล้วเอาผ้ารูปตัว M มาแปะ แทน

เมื่อ Emo รู้ตัวว่าโดนประนามจนทนไม่ได้ วันต่อมา Emo จะมามาดใหม่ ด้วยการแต่ง Hip-hop ( แถวบ้านกุมีคนนึง แต่งฮิปวันนึง Emo วันนึง สลับไปสลับมา กุล่ะงง 41 )


Emo ไม่กล้าหือกับ Punk เพราะ Emo เจาะปากมา จึงกลัวโดนบูทเตะปาก

Emo ชอบอ้างว่า Emo คือการ แตกหน่ออกมาจาก punk
แต่ punk มักบ่นว่า "Emo คือ ตัวการทำลาย punk และ พากัน anti กัน เป็นแถบๆ

เมื่อ Mio ของ Emo เจ๊ง (อันเนื่องมาจากการขี่มือเดียว จนคว่ำ)
Emoจะงัด จักรยาน Bmx มาขี้แทน ถ้าเท่ห์หน่อย ก็ ตรา นกแก้ว

รองเท้าแตะที่ Emoใส่ คือยี่ห้อ ช้างดาวแกะลาย บนพื้นเป็นคำว่า
Retro spect (เหยียบย่ำกันเข้าไป 41)

เร็วๆนี้ เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะรวมตัวประท้วง เพราะ Emo ไปแย่งงานทำ

                                                                                                      จาก webboard.music.sanook.com

เมื่อ คุณลองเอาดนตรีเทพๆอย่าง Dream theater ไปเปิดให้ Emo ฟัง แล้วบอกว่านี่คือร๊อค ที่แท้จริง Emo จะส่ายหัวแล้วบอกว่า "เด็กๆว่ะ"

เมื่อ คุณถามว่า ทำไมถึงบอกว่า เด็กๆ มันจะตอบว่า "ร๊อคอะไรไม่เห็นมีท่อนว๊ากเลย" (ถุ๊ย แล้วบอกว่าเป็นชาว ร๊อค)

เมื่อ คุณลองภูมิEmo ด้วยคำถามที่มีเหตุผลทางด้านดนตรี Emo อาจถามคุณกลับมั่งด้วยคำถามโง่ๆได้ เช่น "แน๊ป ใส่กางเกงในสีอะไร" หากคุณตอบไม่ได้ เขาจะบอกว่า คุณไม่ใช่ชาวร๊อค

ในขณะที่ Emo เเดกหมี่เกี๊ยว หากมีใคร เปิด เพลงไม่มีเธอ ในรัศมีการได้ยินของemo มันจะหยุดเเดกหมี่เกี๊ยว แล้วโยกหัวแทน

หากคุณ ถามเขาว่า อยากจะเป็น Emo ต้องทำยังไง
เขาอาจบอกว่า ต้องฟังเรทโทร หวีผมเป๋ กระแทกข้าง เจาะปาก และ ใส่รองเท้า แมคเบส และที่ลืมไม่ได้เลย เสื้อตัดอ้อย

Emo ไม่สามารถที่จะทนเผชิญหน้ากับ แนว เดธ บูติก ตัวจริงได้ เพราะเขาจะรู้สึกอายตัวเอง ขึ้นมาทันที

หาก Emo โดนคุณโพสด่าในบอร์ด Emo อาจจะสมัครเมมมา2 3 เมม เพื่อใช้โพส(คำหยาบที่ถูกนำมาใช้อย่างไร้สามัญสำนึก)ตัวเอง เพื่อรุมด่า คุณ

(ลืมไป มอไซ มันต่อเนตไม่ได้ มันเลยไม่รู้ข่าวสาร 555+)

หลังจากเหตุการณ์ข้างบน วันต่อมา Emo อาจไปบอกต่อเพื่อนมันอีกที ว่า แน๊ป กับ ดา เป็น ทอมกับดี้

เมื่อEmo ถูกถามว่า คิดยังไง ที่ผู้คนต่างพากันรังเกียจ การเป็นEmo ของคุณ มันมักจะตอบว่า "พวกเขาอิจฉาเรา" ( หน้าส้นตรีนจริงๆ-*- )

ในอนาคต รัฐบาล อาจจะ บรรจุ Emo ให้เป็นแฟชั่น O-Top 1ตำบล 1Emo
***
ถาม-ถ้าเกิดเจอ Emo ตัวจิงหละ ~~!! ยังจะกล้าพูดอะไรไหมครับ

ตอบ- ก็ตะโกน ดังๆสิวะ ว่า ไอ๊เหรี๊ยเกย์ !!!!!

มืงเป็น Emo มาได้ไง ไม่รุ้กำพืดตัวเองวะ ว่า เกิดมาจากอะไร 5555555+

 

หาก คุณลองให้ Emo บริหารร่างกายด้วยการ กระโดดตบ100ครั้ง
Emo ไม่สามารถ ทำได้ตามที่กำหนด อันเนื่องมาจาก กางเกงที่รัดไข่มันจนเกินไป ทำให้มันจุก

ในขณะที่ เล่นBlood sea คุณจะพบว่า มีEmo หลายๆตัว แอบผายลม ในขณะที่โดนแท๊ก (ตดแตกนั่นเอง )

และในขณะเดียวกัน อาจมี Emo หลายๆ ตัว เกิดอาการเยี่ยวกระปิบ ในขณะที่โดนแท๊ก

อัตรา%การหน้าแหกของ Emo เพศหญิง พบว่ามีสูงมาก ในขณะที่โดนตบ อันเนื่องมาจากห่วงที่คล้องปาก ฉีกขาด

จากการสำรวจพบว่า วัยรุ่น ที่นิยม ชมชอบแนว Emo มี%พัฒนาการทางสมองระดับต่ำกว่า แนวอื่น(โง่ นั่นเอง ) สาเหตุมาจากการ ที่โยกหัวบ่อยๆ นั่นเอง ทำให้ น้ำไปเลี้ยงสมองไม่พอ

จากศุนย์การแพทย์พบว่า Emo เป็นโรค หูน้ำหนวก ร้อยละ 70 ของประชากร Emo ทั้งหมด เนื่องมาจาก การโยกหัว จนทำให้น้ำในหูไม่เท่ากัน

Emo มักชอบอวดรู้มาก บางทีคุณอาจสมมติชื่อวงดนตรีที่ไม่เคยมีในโลก ขึ้นมาเองในใจแล้วไปถามEmo เช่น "มืง เคยฟังวง Buffalo eat banana รึยัง ว๊ากสะใจดีนะ เจ๋งวะ " Emo อาจตอบ ให้คุณ ฮาเล่นได้ว่า

" กุเคยฟังนานแล้วตั้งแต่สมัยอยู่ใต้ดิน" 555555555+ (อันนี้ลองกับเด็กแถวบ้านแล้ว ฮาสัสๆ 5555+) และเมื่อคุณจับได้ว่า ip มันซ้ำกัน มันก็จะอ้างโง่ๆ ว่า เนตเสีย (มันไปเกี่ยวเหรี๊ยไรกะ ip ซ้ำวะ -*-)
 

 

จาก my.dek-d.com/NJKubpom/

 และนี้ก็เป็นเพียงความเห็นข้อความที่คนไทยมีความเห็นเกี่ยวกับ EMO ว่าคืออะไรกันแน่...ต่อไปก็จะเป็นเรื่องราวของ EMO จริง ๆ คะ

ต้องขอโทษไว้ก่อนนะคะ ว่าขี้เกียจแปลจริงจัง ดังนั้นอ่านภาษาอังกฤษไปกันนะคะ อีกอย่างคือเป็นข้อความจริง ๆ ที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เจ้าของต้นกำเนิดเขียนเองคะ

 

By the way, Thank you for all informations about EMO.

 

Thank You

www.emo-love.com

 

What is Emo ?

Picture it: the Washington DC music scene of the mid-1980s. Hardcore music is the prevalent genre of any real import: Bad Brains, Teen Idles, Minor Threat et all are tearing up venues with hedonistic abandon, and a small minority is getting sick of it. Sick of the drugs, the drink, the vapidity of hardcore music in its increasing popularity. Things had to change. With this realization on the part of the likes of Rites of Spring and Embrace, the genre which would later be mockingly referred to as 'emocore' was born in DC in the late '80s. The music was softer, slower and more technical, with lyrics on the personal rather than political scale. Distorted guitars strumming octave chords and strained vocals were the order in this new genre soon to evolve into the genre of 'emo'.

 

The sound of classic emo was more brutal than its predecessor emocore: there was a lot of play on quiet-loud, soft-harsh dynamic shifts in the music; songs became movements rather than mere songs. Once again, octave chords were used to drive the music along with a certain sense of desperation and urgency. Vocals ranged from a whisper to a howl to mere talking, all in keeping with the mood of songs and emotion of the vocalist. Performances were often honest and earnest, with vocalists often breaking down into tears from this emotional outpouring that was their music. The lyrics tended to be abstract, difficult to decipher and, invariably, difficult to hear; all of which added to the mystique of the genre's music.

 

The mid-1990s brought with them a new generation of bands influenced by the work of Fugazi, such as Sunny Day Real Estate, Mineral and Texas is the Reason. In the fledgling era of the World Wide Web, internet discussion on these bands and other bands belonging to their scene led to their being tagged 'emo', even if Fugazi had had nothing to do with the First Wave of emo. The '90s period saw the first 'emo' mainstream record release in the form of Jimmy Eat World's Static Prevails. This genre of what is called 'post-emo indie' continued to rise in success up until the early 2000's, where it then met its end of mainstream popularity.

 

However, all of this is very much in the past: the modern definition of the term 'emo' has very little to do with the original '80s hardcore definition, or even the '90s indie definition. Jimmy Eat World 's shift from post-emo indie influences to a more poppy feel to their music led to the term still being applied to them, inexorably changing its meaning. 2003 saw the success of singer-songwriters such as Chris Carrabba (of Dashboard Confessional), who himself was seen to be at the forefront of a new movement of artists with (supposedly) overtly emotional music. MTV had to come up with a tag to market this movement at adolescents in a catchy manner, so the tag 'emo ' was chosen. This misnomer was expanded to many other bands with very little, if anything at all, in common: it is, therefore, pretty much impossible to define emo in the current musical climate, other than the assumption that it 's anything being marketed to teenagers. The term 'screamo' (which will be discussed later) was used to describe bands with a heavier sound, producing a similar cathartic-esque music. Current examples of 'emo'/'screamo' include:

 

  • My Chemical Romance
  • Fall Out Boy
  • Dashboard Confessional
  • Cursive
  • Avenged Sevenfold
  • Bring me The Horizon
  • Panic(!) at the Disco
  • From First to Last
  • Senses Fail
  • Taking Back Sunday
  • Bright Eyes
  • Coheed and Cambria
  • Thursday
  • and more?

 

 

The MTV generation of the term turned into more than just a genre of music: a subculture of sorts was born from it. Fashion and behavioural trends have been born from this: tight jeans, tight t-shirts, hair with bangs over eyes, studded belts, skate shoes and horn-rimmed glasses are all the order of the day to this subgenre of people. There 's a certain observed predilection to pseudo-depressive and histrionic behaviour with the 'emos': probably no more than a side effect of puberty in the eyes of a cynic.

 

Emo purists see the MTV generation to be a scourge upon the genre, making the definition between new and old emo clear: they use the term 'screamo' (or 'skramz' as a humorous way to differentiate between screamo and MTV screamo) to describe the (mostly European) bands sticking to the original emo formula. Internet terrorism has even been undertaken by these groups to make well-known faux screamo bands change any details which make them out to be screamo: they've made a lexical error into a political cause. Bands considered to be true screamo include Stella Dawes, Daitro, I Would Set Myself On Fire for You, Circle Takes the Square, Hot Cross, Saetia, Envy and Neil Perry.

Emo Kid

A users guide to recognising emos

Emo kids are sad creatures of the dark. They are characterized by their dress sense and also how in touch they are with certain emotions (i.e. the negative ones). Typically emos wear lots of black and will most likely have dyed hair (mainly black or sometimes colourful streaks) and write music, lyrics, or poems about the trials and tribulations of their torturous lives. Basically emos are sort of like goths...but with a lot less darkness and a lot more Harry Potter. Spotting an emo kid online is very easy as most have their username surrounded by Xs like so: xXxTinySadBrokenKittyxXx. Usually this would indicate that the user is Straight Edge (abstains from drug and alcohol). However in the emo community, things have different meanings. Their definition of straight edge is rather vertically displaceable. Emos can also be recognized online by their typing style. There are many variations of emo typing

1) The.kind.that.hasn't.found.the.space.key.yet.

2) Theonethathasn'tfoundthespacekeyorthefullstop

3) the ones that have found the space key but unfortunately have misplaced all other punctuation keys including capital letters this kind isnt so bad at first but it can get very very very very very very very annoying over long blocks of text as your never quite sure when the sentence has ending or where the pauses go and it all sort of jams together and makes very little sense to you as a reader

4) da 1s dat tlk in txt tlk dispit da fct dare r nt actuly txtin ne1

5) (The absolute worst) tHe oNeS wHo gO tO sTuPiD aMoUnTs oF eFFoRt To mAkE tHeIr pOsT aS UnReAdEraBlE aS PoSsIbLe. iTs aNnOyInG tO tHoSe wHo ReAD iT. iTs aNnOyInG tO tHoSe wHow wRiTe iT. aNd iTs eVen aNnOyInG tO tHoSe wHo dOn'T rEaD It...iTs cRaCkInG sTuFf!

Now that you know how to recognise them, it's time to learn how to tell them apart. As emos come in many different shapes and sizes. Here are some of the most common types of emos to look out for:

 

Poser Emo Kid

Poser emos are usually in their pre teens. They are not actually emos but rather pretend to be sad just to fit in with the other emos. They're are looked down upon by other emos because they have no real problems or anything to angst over, and are therefore not true emos.

 

Plastic Emo Kid

Also known as a prefect scene emos. The plastic emos are really just hot, prefect girls in their late teens with an emo haircut. They are not usually involved in the scene, as the plastic scene is all about looks. These are slightly more acceptable than posers as they have their hair and make up to angst over, which is a trademark of the emo community.

How to look emo

Many teens want to 'look emo' and have emo hair and all that. We decided to help you so we made a quick guide and also put some pictures with emo boys and emo girls. Make sure you check it, it's on 'emo fashion' page!

Why emo doesn't mean emotional

Now more of the truth. I'm going to make this as easy to understand as possible.

Now I'm all for evolution, I believe in evolution after all! Even in terms of words; gay use to mean "happy" now it can either mean, "stupid", "lame" or it's current proper use "homosexual."

However, the term emo is very different. If you claim "emo" were to mean "emotional" it then becomes an all encompassing word, it becomes extremely vague and it has no limit as to what it can and will describe. This is an issue because the term is suppose to (and believed to by the people who use it) to describe one specific thing, when it fact it does the complete opposite. Emo when wrongfully used as "emotional" describes every living thing, every song, every word, every breath, every statement. Why you ask? Because what as no emotion is dead.

Emo was created as a shortened term to describe a specific thing, in this case "emotive hardcore" an off shoot of hardcore punk from the mid 80's. This genre is still alive today, although very obscure and unknown to most. Those who like to shout they're 'emo' usually never heard of any other band than fall out boy.

What many of you are now doing are displaying a vast amount of laziness and gullibility. Why are you wrongfully using the term emo to describe "scene", "fashion core" and sappy mainstream rock? Think before you speak, stop taking short cuts, and stop being the media's bitch.

What is emo music ?

Emocore has been subject of much debate since it first appeared. So...emo is a genre of rock music. At first, the term was used to describe a subgenre of hardcore punk in the '80s. Later, 'emocore' was used to describe the DC scene and regional scenes related.

The biggest names of the period are Fire Party, Rites of Spring, One Last Wish, Embrace, Beefeater, Gray Matter, and Moss Icon.

The first wave of emo began to fade after the breakups of most of the involved bands in the early 1990s. In the mid '90s, 'emo' began to reflect the indie scene that followed the influences of Fugazi. Bands like 'Texas is the reason' and 'Sunny Day Real Estate' introduced a more indie rock style of emo, less violent than it's predecessor. "Indie emo" survived until the late '90s. As the remaining indie emo bands entered the mainstream, newer bands began to emulate the more mainstream style, creating a style of music that has now earned the moniker emo within popular culture.

Whereas, even in the past, the term emo was used to identify a wide variety of bands, the breadth of bands listed under today's

emo is even more vast, leaving the term "emo" as more of a loose identifier than as a specific genre of music.

Bands

Here are some bands that members from our forum recommend, you can also tell your opinion about them if you register there. Also, if your favourite band isn't listed here, we would be grateful if you would post it in our forum.

Before listing the bands we would like to mention we strongly DON'T recommend you bands like My Chemical Romance or Fall Out Boy.


Emo Bands


Screamo Bands


Post-Emo Bands


Indie Bands


Hardcore Bands


Post-Hardcore Bands


Punk Bands


Metal Bands

 

EMO Fashion

Emo fashion has changed with time; early trends included haircuts similar to those worn by the Romulans and Vulcans in Star Trek, tightly fitting sweaters, button-down shirts, and work jackets (often called gas station jackets).

Emo Clothing

By almost all current definitions, emo clothing is characterized by tight jeans on males and females alike, long fringe (bangs) often brushed to one side of the face, dyed black, straightened hair, tight t-shirts which often bear the names of rock bands, studded belts, belt buckles, Chuck Taylor All-Stars, skate shoes, or other black shoes (often old and beaten up) and thick, black horn-rimmed glasses.

Emo Hairstyles & Haircuts

emo hair

This goes for girls and also for boys!

Let your hair grow in the front and side parts so they cover your face. In the back you can let it short and spike it up with gel! Some do that, some don't! If you have short hair, the first months are going to be a pain, because you won't be able to make your hair look "emo". As it grows, comb it towards an eye in the direction that you want. After 3 or 4 months, when the fringe reaches 3/4 of the way down your forehead, go to a hair dresser that looks professional, and get it thinned out and have it trimmed so that it will grow in the right shape.

Either if you're a boy or girl, you'll need to straighten your hair, with either an iron or gel. If your hair is wavy, just use hairspray/gel to weigh it down. I suggest buying an hair straightening iron and use a a good moisturizing shampoo to prevent your hair from getting damaged. Tip: If you wash your hair too much, this can dry it out; that doesn't mean you don't have to wash it at all, bleah.

If you consider dyeing your hair, dye it black. The other colors are not so cool and you'll look like a clown, in my opinion.

After 3 or 4 months, your hair should look like you want. From that point, you should go to the hair stylist monthly for your hair to be thinned and stuff.

Final step is to register and post a picture with you in the "
emo haircuts" thread members have opened on our board.
N.B. There is no such thing as emo hair, emo hairstyle, emo love, emo fashion or anything else like this, but most of the peoples are looking for that on the internet and that's why it's used here! The term emo comes from emotive hardcore, and your hair can't be emotive hardcore. What you call "emo style" is actually scene.

How to get Emo Hair & Emo Hair Ideas

Emo means a lot of different things to different people, but basically it describes a sub-genre of punk, that incorporates a particular style of fashion and music. Emo hair styles can be varied, but they all incorporated three basic elements:

 

Black - true Emo hair styles start from a basic deep black colouring. Very few people have truly black hair, so this is usually a dyed in colour, which can also be combined with streaks and sections of other colours, from natural lowlights/highlights to vivid punk type colours like neon pinks and electric blues.

 

Asymmetrical - Emo haircuts are typically asymmetrical, with choppy, sharply cut layers. This allows people to be imaginative and original with their hair styling, and creates looks that are at once well groomed, trendy and wild

 

Straight - Emo hair styles begin with dead straight, sleek hair, which can only really be achieved with modern straightening irons and hair serums. Spiky hair is popular in Emo styles as well, but these are typically trendy, sleek spikes rather than random messy spikes of punk styles.

 

Emo hair styles encourage people to experiment with the shape of their hair from the cut right through to the accessories, and can be a fun way to individualise your personal look. Clips, grips and hair bands can be used to accentuate and create various shapes, and colour can be added in blocks or streaks to create volume and texture. Emo hairstyles can be any length, and can easily be created at home, although it might be a good idea to get the basic cut done by a professional to get those really sharp, razored-in layers. There are no particular rules when it comes to cutting the hair for Emo styles, just get inventive with choppy layers and fringes, but whatever length you have these styles are normally longer at the front to cover and frame the face.

 

Short Emo Hair  Shorter Emo hair styles are all about shape and a good guideline to a basic cut is short and snappy at the back, and longer and sharply razored-in at the front. A simple style to create is to rub a little styling wax into your hair with your fingers and then mist over with hairspray. Then use straightening irons all over to finish off with a smooth, glossy look. The fringe and front sections of the hair are normally left to fall sleekly across the face, or you might want to clip them back with some funky hair grips. Short emo hair is also excellent for recreating spiky styles, and to get those really well groomed, sleek spikes straighten the hair first, and then use a little hair wax to sculpt the spikes upwards.

 

Mid-length emo hair Mid length emo hair is great for showing off those really choppy sharp styles, so get your layers razor cut and use straightening irons and hair serum to make the finish really modern and sleek. You can also have fun with colours, such as streaks or even clip-in extensions, which come in a range of funky bright dyes. Experiment with accessorises as well, but remember that Emo styles are rarely 'up dos', and the shape of the hair comes from the cut and textures, rather than styling the hair into standard pony tails, plaits, French twists etc.

 

Long emo hair Long hair needs to be really well cut, with lots of sharp, funky layers to create definition and stop the hair from looking out of condition and lank. It can be too damaging for long hair to keep dying it different colours, so it might be a good idea just to dye it the basic black, and then use temporary clip-in hair extensions for splashes of colour. Also if you have very thick hair then layers can help smooth out the overall shape and stop it from looking too bushy. If you want to create more volume in a longer style, you can spray the top back layers of your cut with a good holding hairspray, and then gently backcomb with a brush. Keep the longer bottom layers and the fringe straight to maintain that look of well groomed sleekness.

Emo Haircuts

The emo haircuts work best with the proper look and wardrobe, for some emo hair makes them look like gods, for some like fags.

 

Here are the best emo hair cuts for boys, pictures included:

 

Short Emo Hair Cut - short emo haircuts are not so cool, if you ask me, actually they are hideous. Better grow your hair and have one of the medium emo hair cuts, which I love.

 

Medium Emo Hair Cuts

 

Messy Emo Haircuts - Messy hair cuts are the thing (also my style), they totally rock the house

Short Emo Girl Hair Cuts - If you opt for a short haircut, then choose one of these emo hair cuts, please, hehe. I just love them.

Long Emo Girl Hair Cuts

 

Curly Emo Girl Hair Cuts - more and more curly girls are looking for an emo girl hair cut, so these was brought in. Unfortunately, I have not found pictures with curly emo girls, if you have one send it over.

 

 

 

Ponytails Emo Girl Hair Cuts - no, don't go with ponytails emo hair cuts unless you lost a bet and you can't bribe the person you lost it to. Ponytails emo hair cuts will make you look horrible and childish (not childish cute, but rather silly and stupid).

 

Colored Emo Hair Cuts - Red is quite hot, and also blue, pink and violet.

 

Emo Makeup

The ten easy steps to achieve a perfect 'emo makeup' that will give boost your self confidence and you will start dating all the emo chicks from your city...at once, guaranteed...Well, not really, but this is a good tutorial nevertheless.
Starts with laying out all the tools.

1.Moistureizer on a clean face, the moisturizer being MAC's Strobe Cream in this instance (the pot is just a sample, that I got. I think its time for a larger tube now).

2. Primer over the moisturizer (thick), many primers come in a small pot or something mine happens to come in a little tube that has a wand not that much unlike lip-gloss. This Urban Decay primer is the only non MAC product I use.

3.Base shadow, I used Nocturnelle with a 242 applicator brush. The shadow should go over the entire lid up to the crease.
Dark areas on the inner and outer areas of the lid. I used my 242 again with Signed and Sealed eye shadow.

4. Now the defining color in this case being Swish. Applied once more with the 242. The defining color should be applied in a sort of T shape going from the middle of the lid where there is just base up into the crease.

5. Now blend these two with a 217, so as to meld or smooth out the lines.

6. Now add the blending color with the 242 which in this case is Vapour. A very light, very sparkly pink. Each color starting with the defining color is begging to move up the eyes towards the brow. This blending color should be right below the brow.

7. Mascara. I like to do mine now so that I can work the liner into it later on. I like to apply mascara first from the bottom of the upper lashes at the base and then work on the top to plump the up. As for the bottom lashes just stick some on them, they 're a bugger to define. You 'll probably get a little here and there around your eyes, I like to use a Q-Tip with a bit of moistureizer on the tip to remove it after its dried.

8. Liner I like to use a liquid liner by MAC called Fluidline (Blacktrack) and a 266 brush to apply it. I like to apply it on my upper and and lower water lines or inner lid.

9. Any foundations or blushes. I used a blush that sslightly darker than my skin tone to define my jaw.

10. Done!

Emo Style

The emo scene has a certain style associated with it, that is much more subtle in some cases than punk or goth, and incorporates a much broader fashion base. Emo styles do vary, some like to dress it up all the time and plan outfits, whereas others are happy being more casual and going with the flow. Here are some tips on how you can create a great emo style.

 

* Basically emos wear a lot of black, but unlike goths this is usually paired up with some bright and funky colours, for example if you were wearing dark jeans and a black shirt, you might wear a bright crimson red tie and white jacket, with matching or contrasting accessories. Band t-shirts are also popular, but make sure you buy a band you actually like and know a bit about, and not just some popular band like 'My Chemical Romance' just because you think they might be cool. For emos being clued up to music is a must, and you will look totally shallow and fake if you wear a band name that you don't know anything about. Hoodies are also a must, especially as jackets are not really in the emo fashion picture, so think about motifs such as skulls, stars and crosses. If you are very confident with your style you might also get away with some printed ironic catchphrases and logos, but you should stay away from anything that actually says 'emo' as you will look like a major wannabe. Layers are also a good emo look, such as a t-shirt over a long sleeve shirt, or a long sleeve stretch top under a vest top. Scarves are great for creating a layered look as well, and also brightening up dark outfits. You can get thin silk and linen scarves to wear in the summer, just loosely draped around the neck purely as an accessory. Those big long stripy winter scarves are very cool and you can also get cute matching mittens or even better fingerless gloves which are very much part of the emo look.

 

* Emos never wear sports logos such as Adidas or Nike - way too mainstream, but the odd article of designer clothing is acceptable, such as a really nice pair of tight jeans or a super stylish black shirt, as long as it doesn't have the label in a really obvious place. Jeans of course as mentioned should be tight for an emo look, and also well cut. The emo style usually stays well away from scruffy, so make sure all your trousers are the right length so they are not dragging on the ground and getting tatty, and also the right fit for your legs.

 

* Shoes should be flat, think funky pumps for girls and Converse or Vans trainers for girls and boys. Stay away from big chunky boots as this will look at little too punk, especially when teemed with skirts and tights for the girls. High heels are acceptable in some cases, especially if matched with an appropriate emo outfit, such as killer glossy red high heels matched with a black skirt and fitted sexy shirt, fishnet tights, and red accessories.

 

* Accessories are not vital, but they can help to jazz up a dark outfit. Layering accessories is a popular emo look, such as having lots of bangles on your wrists, or lots of necklaces. Cute tote bags and little backpacks are good too, but stay away from designer or leather handbags, as they look way to formal and showy for this emo style. Piercing and tattoos are also popular, but in moderation otherwise you are straying into punk/goth/metalhead territory.

 

* Makeup is a key part of the emo fashion. The emphasis is on the eyes, maybe because these are said to be the windows to the soul, and emos love to delve into the human psyche and express their emotions. Highlight the eyes with plenty of black eyeliner and smoky eye shadows. The odd bright colour is okay, but keep it simple and striking to avoid looking like a goth or eighties pop reject! Boys can wear a little eyeliner too, but they should keep it rough and ready and stay way from eye shadow, foundation or lip gloss to avoid looking too high maintenance. Nail polish should be dark and nails kept short, for boys and girls.

Emo Punk, Punk Emo Music

There are many subcultures across society, which are often identified most easily by the related music and fashion, and these include punks, goths and emos. Because these subcultures often evolved from similar beginnings there are bound to be some crossovers, and that's why you can get smaller groups within each one, such as emo punks. To put the word punk to anything means literally to be louder, brasher and more aggressive about everything, so emo punk represents the more rebellious, hardcore side to the emo culture.

 

The emo culture originally sprang from punk roots, and in the beginning the term was used to describe a more emotionally charged subgenre of hardcore punk in 1980s, usually referred to as 'emocore' with bands like Rites of Spring, Embrace and Moss Icon. In the mid 1990s the term emo become more associated with Indie rock, with bands like Sunny Day Real Estate, which was more melodic and less frenzied than punk rock and emocore. As emo moved into the late 1990's it become more and more accessible to the mainstream, with bands like Weezer producing globally successful albums, and also Deep Elm Records releasing the first instalment in what was to be the defining emo compilation series in the world, the Emo Diaries. In the new millennium emo began to become more and more popular, and artists like Chris Carrabba led the new move towards emo punk pop, a mix of melodic, thought provoking pop and catchy, jangling modern rock tunes. Many people who supported the more independent and less mainstream emo music of the 1980's and 90's resented this new move towards popularity, resulting in a serious rift in the genre and it is generally thought by these purveyors of authentic emo that the new emo punk pop sounds are a commercial sell out, with copy cat bands generated purely to make money. Fall Out Boy and Blink 182 hover on the edge of this debate, with their roots firmly in their emocore, underground backgrounds, but with new worldwide commercial success no doubt putting pressure on their creative direction. Fall Out Boy's recent releases have followed the emo punk pop vibe firmly with thoughtful and catchy rock/pop tunes, but the wider variety of influences in their most recent work (such as collaborations with R&B stars like Kanye West) has led some to question the direction the band are heading in, which wasn't helped but a recent cover of the king of commercial music Michael Jackson's 'Beat It', that had many serious emo types frowning deeply under their stylish fringes.

 

So emo punk is in part a revival of the emocore vibe of the 1980s, and in general describes the more energetic and rebellious section of the youthful emo scene. Basically those emo punks are those who are not content just to sit and home and listen to records and talk about music, but who want to get out there and be an active part of culture and society.

Emo Girls, Hot Emo Girls

The emo style is a really modern and individual way to dress, and you can have a lot of fun planning your emo wardrobe, makeup and hairstyles. You don't have to be fully immersed in the emo scene to enjoy listening to some of the bands and wearing related styles, but remember that anytime you adapt a different and rebellious style you may get comments from people, and some of these will likely be negative. You should always choose a style that you feel comfortable in and one that compliments your personality, and then even if people are rude to you, you can just brush it off as you are being true to yourself. The same goes for you as well, other styles are just as acceptable as emo, so don't be rude to people you think of as being unimaginative, preppy or shallow.

 

There are some common themes in the style of emo, and this can be a good place to start planning your own emo look from. Emo hair is a big part of the style, and for girls this is a chance to get really inventive. Emo hair is always in good condition, with razor sharp choppy layers, so make sure you get a good professional cut before you start styling at home. The fringe is normally long, so it frames and drapes over the face, but you can do anything you like with the layers, and create interesting textures having a mixture of long and short layers. Emo hair is normally very straight and glossy, but if you have a longer style you can jazz this up a bit with curly, crimped or combed back sections, and tie up pieces with funky clips and hair grips. Straight braids and ponytails are not normally a feature of emo styles, but they can be combined as small parts of an overall style. Spiky hair is also common in emo hair, but these should be smooth and sleek, rather that the messy spikes of the punk style. In terms of colour the basic tone of emo style is jet black, but this is normally brightened up with lots of highlights or lowlights in a variety of funky colours including electric blue or green, neon pink and white blond.

 

Emo clothes are split into two main styles, street style and glam. Street style is the short of thing you might wear to college or just round a friends house, tight dark jeans with funky belt, band t-shirt, black or stripy jumper/hoody, and canvas sneakers or skate shoes. Skirts are normally teamed up with stripy long socks or leg warmers, and pumps or sneakers. Glam style is what you would probably wear to a gig or night out, or if you are out to lunch with friends. Smart shirts with an edgy cut in black or a very bright colour, ties for that sexy/smart St Trinians look in contrasting colours and funky patterns, designer tight jeans and some killer black or red high heels or wedge shoes. Glam styles are always accessorized to the max, so go crazy with belts, bangles, necklaces, hairgrips, and badges - basically the works!

Emo Boys, Hot Emo Boys

Is it just me, or are emo boys really hot at the moment? That combination of funky clothes, super stylish hair and 'I don't give a damn' attitude is so cool, and I never knew how good a little kohl could look on a guy - intense! Also I love that whole aloof yet vulnerable attitude as well that is so attractive, and those boys are smart too and not just interested in the latest lads mag, you can actually have a meaningful conversation with them!

 

So how do you spot an emo boy then? Well firstly it's all about the hair. It should be straight, choppy, glossy and textured, with a long floppy fringe to frame the face. Black is the base colour for all emo styles, but most people get inventive with highlights/lowlights and big chunks of colour in anything from electric blue, neon pink, white blond to scarlet red. Most emo boys are really in to spikes as well, so hairstyles will be textured, combing smart razor sharp layers with spikes and sweeping fringes. Emo hair is always well styled and in tiptop condition, and scruffy, badly dyed hair in garish colours is more punk than emo. Secondly emo boys love their clothes and this can range from serious emo music lovers who wear band t-shirts, tight dark jeans and classic emo black hoodies, to seriously glam emo boys who love to dress up in sharp shirts and ties, normally in contrasting colours like black and red, and also lots of accessories including belts, studs and bangles. Emo boys are not shy of using a little make up too, and a smudge of kohl round big dark eyes is incredible sexy, and dark nail polish really suits those boys with strong, elegant hands. It can be tempting to go over the top with make up though, and too much eyeliner is straying into Goth territory and is a bit more scary than sexy!

 

If you fancy an emo boy, its best not to rush straight up to him and ask him out, instead subtly find out what he is interested in from friends, and look for clues such as band names on his bag or t-shirt. Once you know a bit about him you can start up a meaningful conversation, emo boys are often pretty thoughtful and deep, and don't tend to want to talk about inconsequential things like what was on TV last night and general gossip. It is especially important do to some research if you are not emo yourself, and making sure you are up on the scene will mean you have something intelligent to bring to the conversation. Also try not to babble on as he will likely find this a bit shallow and irritating. Keep it cool and friendly to start with and don't pressure him by following him around and staring at him all the time. A few flirty smiles when you happen to see him and a quick hello can be much more effective then running up to him everywhere he goes, as it will keep a little mystery and make you interesting rather than annoying. It doesn't hurt for you to go to a few gigs you think he might also attend, as this will show him you have things in common and will give you a chance to get to know each other in a neutral setting, but don't stalk him around everywhere he goes as this will totally freak him out!

 

Most importantly try and be yourself. Whether you are emo or not, pretending to be interested in something is impossible to keep up for any length of time, and can make you look really fake and shallow. It is ok to learn more about what the boy you like is into, and you may find you like some aspects too, but keep things real and don't be afraid to disagree sometimes, as this can make for some really stimulating conversations, and emo's love to debate on all things especially music and identity.

Emo Art

I hate to say it, but proof that emo's are just that little bit self obsessed can be seen in the main bulk of art and photography that is generated from the emo culture - its pretty much full on portraits and self portraits in a range of 'cool poses'. Not all emo art is quite obsessed with the self of course, but if you search on the Internet for this type of art then do you get a heck of a lot of pictures of attractive looking people with funky hair and clothes, drawn in a similar high colour, sketchy style, sort of like an emo fashion plate series. Also you see quite a few reoccurring motifs, such as hearts and skulls, and similar colour combinations like black and red.

 

A lot of the emo self portraits out there tend towards idealised versions of the self and on the surface this does seem a bit self obsessed and narcissistic, but the emo culture is all about exploring emotion and the human psyche, and self portraits are a critical expression of self perception and personal psychology. Throughout history artists have been motivated to record themselves at various stages of their lives, the canvas acting as a snapshot of the inner turmoil's and desires of the mind. When an artist creates an idealised version of themselves they are actively questioning their own identity, trying to resolve how they feel inside with their appearance to the rest of the world, and also at times expressing the inner desire to be someone different, perhaps someone they see as 'better'. Self-portraits are also a way of working through identity, and for some people belonging to a group and having clear visual ideas of who they are can be very comforting Drawing yourself and friends wearing certain clothes and hairstyles can help reaffirm your own identity, especially at vulnerable moments in your life, and by then assuming these clothes and hairstyles in real life you can create an instant sense of belonging.

 

However not all emo art is purely about the self, and other examples in this genre explore the music behind the culture. Posters, album covers and concert flyers for emo bands are all very creative and stylised, and again often have a sketchy, highly coloured and almost cartoonish feel, with lots of symbolism that includes hearts, crosses, daggers and skulls. For example Fall out Boys new album 'Folie a Deux' (to be released in Dec 2008) features a cartoon picture of a person in a bear suit giving a piggyback to a bear. The album title 'Folie a Deux' refers to a type of clinical madness and literally means 'a madness shared by two', in which a psychosis (such as delusion or paranoia) is shared by two people, and even transmitted from the one person to the other in some cases. As this was originally due for release to coincide with the American elections, it is not too unlikely that this may be a subtle comment on the fever and hysteria that typically surrounds American politics during this time.

Emo Clothing

Emo kids typically dress to express their inner feelings to the world. For example, my friend commited suicide a year ago, and for a few weeks after that I would wear a black tight shirt (tight meaning 2 sizes too small). And black jeans with my friends name written all over them in white-out. Emo kids don't pick out outfits ahead of time, they wear whatever they want, whenever they want. Almost everything has a sentimental or personal value. And a lot of the stuff you see will have cutom markings, or drawings done on them. They do NOT dress to stand out, or to look different. It's all based on how they are feeling when they put that item of clothing on. Although, a lot of emo kids will always be found wearing a dark style. The style includes: -Tight shirts with either NO logos or emo bands - such as Fall Out Boy or Hawthorne Heights. -Tights jeans with faded colors, usually black. -Bracelets, or necklaces with sentimental value. Emo's just don't put on things to make them look cool. -Belts, usually checkered with an awesome looking belt buckle. To sum it all up, emo's have their own sense of fashion. It's ALWAYS unique and ALWAYS has a personal side to it.

 

 และนี่สำหรับผู้ที่อยากจะเป็น EMO Girl or Boy นะคะ

 

How To Be Emo

Music

Emo is first and foremost a music genre so you need to be involved in the music scene to avoid being called a poser. Learn to play an instrument! Or at least buy one! If you can't play you can always claim to, and you will gain instant credibility by merely owning it. Just take lots of picture of yourself holding it at creative angles to post on the internet. Can't afford a guitar? Write lyrics! Emo poetry can cover a wide range of emotions but focus on the bad ones. Sunshine and lollypops isn't very emo, so be sure to only write when angry or sad. Use poetry as a way of venting your problems. Don't have any problems? Make them up! Complain about how your comfortable suburban life is making you feel disconnected from the real world and disillusioned with life. Keep a bleak outlook on life and soon you will be writing tonnes of emo poetry! The type of bands you listen to strongly reflect on you as an emo. Bands like My Chemical Romance and Fall Out Boy are a good bet, but it's more credibly to listen to obscure unsigned bands with names like Reservoir Death. If the music is loud and the lyrics are miserable; its emo.

Hair Colour

Natural hair colour isn't very emo. In order to be a real emo you will need to dye your hair. Jet black and bleach blonde are very good bases, you can then add in strikes of different neon colour to really showcase your originality. Emo is all about standing out so don't be afraid to try more than one colour...but don't go too mad! Or else you'll be more Nu Rave than emo!

Hair Style

Usually around chin length in a reverse mullet (i.e. longer at the front) but can be long with lots of choppy layers. The trademark of an emo haircut is the bangs/fringe which covers ? of the face at an angle. You must cover at least one eye, this shows that you do not want to see the world or have it see you. Experiment with your hair, spike it up and give it lots of volume; You can even back comb or tease it. Finish it off by wearing lots of cute bows and Alice bands...this looks extra emo if you're a guy!

Dress Emo

You need to dress to reflect your mood. Emo style is a combination of punk and goth so much like your hair your clothes should be black with the occasional neon stripes or polka dots. Band logos are very emo and converse are practically mandatory. Nothing should fit you properly: tee-shirts a size too small, hoodies a couple of sizes too big, and most importantly jeans in a size your eight-year-sister would have trouble getting into. For accessories studded belts, fingerless gloves, band pins or badges and enough bracelets and bangles to cover your wrist; to give the illusion that you self harm.

Make up

EYELINER! It doesn't really matter what else you do to your face as long as you have lots of eyeliner on its emo. Put plenty all over the eyelids, under too. If you look like you've been punched; you're there. Apart from that just go as pale as your natural skin colour will allow and wear black nail polish.

Attitude

Attitude is everything. Typically you will be expected to be depressed and insecure. But it's more important to be sensitive and quiet. Avoid confrontation; you have to be introverted and too wrapped up in your own emotions to care about the opinions of others. But you can defend your opinions viva the internet provided you get very emotional about doing so.

 

ต่อไปเป็นช่วงที่ทุกคนช้อบบบบ...ชอบบบบบ (^o^)

!!! ดูรูปสวย ๆ คะพี่น้อง !!!

 

EMO BOYS

For Examples.

ชื่อ Dethz คะ (^o^) Jinsn ได้พบเจอและคุยกับ Him มาแล้วบนเว๊บไวต์ www.imvu.com คะ อยากพบเค้าเข้าไปดูในHomepage Jinsn ได้ที่ http://www.imvu.com/catalog/web_mypage.php?user=13086177

และต่อไปคือ The most Hottest EMO Boy & The most popular EMO Boy Ever...

ALEX EVANS

เห็นอย่างงี้แล้วอย่าหาว่าเป็นแค่เด็ก EMO ธรรมดา He นั้นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ Jinsn เองคะ และต่อไปคือ Profile ของเค้าคะ...

he is a boy.
his parents called him Alexandre.
he turned 17 years old on july 30th.
he lives in Montreal, canada.
he is an independant person.
he loves to think, and to be alone.
when he has something to say, he does.
he has a photography portfolio.
writing is a passion for him.
music is something he listens to all the time.
avril lavigne is his hero.
he has over 115 000 friends on myspace.
he has a 15 years old sister.
he doesn't get along with a lot of people.
he created
Heartbreaker Clothing.
he loves to read books.
love is something he finds hard to understand.
dawson is the college he's going to..
he's always right when he says something.
he doesn't trust a lot of people.
he has a deviantart, just cause he loves arts.
people judge him, but dont know him.
he is actually writing a book.
clothes is something he shouldnt buy that much.
he doesn't download but buy music.
his ipod is a good friend of his.
he has a LG prada cellphone.

เห็นมั้ยหล่ะว่าเค้าธรรมดาซะที่ไหน เนี่ยคือแบบอย่างที่ดีที่ชาว EMO ควรเอาเยี่ยงอย่างคนหนึ่งคะ (^o^) หาเงินหาทองเข้าเป๋าตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ไม่เหมือนเด็กไทยไฮโซที่ยังต้องแบมือแบเท้าขอเงินพ่อแม่ใช้ไปวัน ๆ (เรื่องจริงไม่มีโกหก อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน รวมทั้งความคิดด้วย ที่พ่อแม่ชาวไทยนั้นห่วงลูกอย่างกะไข่ในหินมากจนเกินไป)

233495206a4082450360b389263083l.jpg Hot Emo Boy Wearing A Hoodie image by TheBirthOfMyDemise

emo_boy.jpg nick image by shiva1225

55555+ อยากเห็นอีกมากมาย ก็ต้อง Request คะ (^-^)

ต่อไปก็ของสาว ๆ EMO แล้วคะ

emo-girl.jpg emo girl image by nishita_143

..และนางสาว "ฟักแฟง" สาวไทยของเรา..

 

และแน่นอน Jinsn ก็เป็น 1 ในสาว EMO เหมือนกัน(รึเปล่า? ต้องดูจากภาพข้างล่างแล้วหล่ะคะ ผู้อ่านและชม ช่วยกันตัดสินด้วยนะคะ m(_ _)m) ตรงตามที่คุณผู้เขียน website " emo-love " ทุกประการ (ไปข้างนอก สยาม, สยามพารากอน หรือที่ไหน ๆ ก็แต่งอย่างข้างล่างแหละคะ (เป็นเอามากตั้งแต่อายุ15 -_- แต่อานะคะ เป็นแบบJinsn อย่างงี้ แต่งตัวเยี่ยงนี้ พ่อแม่ไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่ เพราะมัรแต่งหน้าจนหน้ากลัว ทาตาดำ ๆ เซ็งเดสคะ but THIS IS ME !!!!!) บางที บางวันพี่น้องชาว exteen ที่นี่อาจจะเดินผ่านJinsn หรือพบพานก็ได้นะคะ เจอกันละก็ทักทายได้คะ ไม่ว่าไร (^o^) -Love&Peace-

OohSexyLady.jpg Jinsn Ver.Sexy picture by Jinsn
PrettyLittleDevil2.jpg Pretty little Devil picture by Jinsn Boy.jpg picture by Jinsn Image031.jpg picture by Jinsn
1.ชุดไปแดนซ์กระจายที่ปาร์ตี้เลี้ยงรุ่น (>v<)
2.อันนี้ใส่ตอนไปParagon ถ่ายรูปเล่น ๆ รอพี่ชาย
3.พึ่งไปตัดผมมา เลยทำทรง EMO BOy เล่น ๆ ดู (ดูเหมือนว่างจัด แต่จริง ๆ แล้วพึ่งไปลุย Shopping กับเพื่อนสาวมาคะ (-__-;)
4.ภาพปัจจุบันล่าสุด หลังจากไปตัดผมมาใหม่ อยากได้ทรงนี้ ดันไปได้ทรงบ้าบอคอหักอะไรมาก็ไม่รู้ (TT^TT) อย่างที่เห็นแหละคะ
สุดท้ายอันนี้ชอบมาก ๆๆ (^o^) (อย่าหาว่าบ้าหลงตัวเองนะคะ แค่ชอบภาพที่ถ่ายออกมาเท่านั้นเอง (>.<))
WithFingersJinsn.jpg picture by Jinsn
นี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของแฟชั่นที่ทำให้ใครหลายคนหลงใหล และอยากจะเป็น ไว้โอกาสหน้ากลับมาพบกับJinsn ในแฟชั่นที่ทุกคนชื่นชอบ ไม่รู้ว่าจะเป็น Hippie หรือ Gamguro หรือจะเป็นอะไรที่ประหลาดกว่านี้ !
ยังไงก็หวังว่าจะให้ความเพลิดเหลินทั้งด้านการอ่านและเป็นอาหารตาให้กับใครหลาย ๆ คนบนนี้นะคะ ! BB :3

edit @ 30 Mar 2009 00:04:56 by Amai Ochiki

edit @ 30 Mar 2009 00:05:56 by Amai Ochiki

! HellO DudeS !

posted on 25 Mar 2009 17:54 by 8i8-nobara-8i8  in FRIENDS

! Sawadee Ka !

.....(^/\^).....

.I mean ' hello ' in thai language.

 

This blog will have 2 languages or 3 or 4 languages -SOON-.

I did this for my friends that's living in other countries or here in Thailand.

That's why I typed it all in ENGLISH (^o^) So, they can understand it all (^v^).

 

Don't like to say so much introduction (-_-) maybe 'cus I'm not good @ it (>v<) !

 

Okay, Let's talk talk talk about FRIENDS (^o^)

 

Many people always ask me "You know HIM !?" or "You know HER !?".Oh yeah, I know them all (-_-) WHY ?

Yeah, I know myself.I'm not looking-good like them.This is the reason I can't be 1 of their friends ? If it were real, I will cut myself !

I have alot of friends in real life & on the Internet.Some people are GOOD & some people are TERRIBLE.About HANDSOME/BREATH-TAKING & HIDEOUS.I have them too. (^v^)

But I care about their habits(MAIN POINT (-_-)) not only their faces.

And yeah, from my old entry "My super HOT friends" <---I've already deleted it.But this 1 look like that entry too but have more informations/pics. and other languages (^o^) (I hope u like it Yuichi ;) so you can read it and understand it all liked other people on here(I mean thai people (^-^))

Yeah, if you are 1 of my friends, you must really excited about it.'Cuz I don't like to say about my friends much...'cus I don't want to offend them.Hope you all understand it, PLEASE~ But this, I will tell you all here on exteen.com and other guys who come to my blog (^v^)

 

My Top Friends....

Of course, must be my good friends @ Chitralada school (CD 40).

-Nymph (^o^) !

She's 1 of my best friends (right now & maybe ever~).Cute little girl have thai blood 100% ! If you see her face you should say to yourself that she is " THAI STYLE ".Anyway, She always cheerful.Always make other people happy & talkative too ! (^o^) & yea, we're CHILDHOOD FRIENDS since I was 4 years.

-PaPann or Rie

She's 1 of my best friends, too.Cute little girl ! Everyone always tell her that she really look like Nymph.And I agree.She's cosplayer that many people here in Thailand know (^o^).We're CHILDHOOD FRIENDS Since I studied in primary 1 @ Chitralada school.

-Numfon

Nerd girl but she's looking-good.Her habits can describe ONLY " NERD ".She's a good girl, always help others as much as she can do for them, hard working & many good habits ! You can think ! Oww...she has a bad habit too.But it's so FUNNY (for me or maybe you too (>v<)).She's Devil Eater (^o^) always eat everything on the table as fast as hurricane (OoO) ! That's makes me "SHOCKED"...And yeah, we are CHILDHOOD FRIENDS.

-Por

He's a boy that can't choose his gender yet.He always answer other people & his friends too that "I will find the answer what I am".But....(-_-) Almost of your friends(me too) know you are not a man 100% but you are not Lady boy too.Maybe he's bisexual.I don't really know it yet.What he is.But anyway, he is a good friend, clever, nerd(more than Numfon) and gossip boy (>v<).I always sit down next to him and talk talk talk ! really FUN ! Yep, we are CHILDHOOD FRIENDS since I was 4 years.

-Neen

She's so gentle, quiet, clever, optimistic and many more ! (^v^) She's so TALL ! but she doesn't like Milk (O_o) but She's TALLLLL !!! (You get it !?) (TT^TT) I want to be tall girl like her ! aaaah ! BACK...to her info.Yea, when I saw her 1st time since I was 11-12 years.Ummm....you know, everybody who sees new classmates in class.You must want to know his/her information as much as they can ask from her & she/he answers it all.I'm the 1 in this type (^o^)(>v<).I and June walked to her and asked her many questions but the question that's makes me look idiot is "What's your name ?" and she said.."My name's Neen"...BUT I always called her 'Nee' until my classmate name 'Piggy' told me (o_O)!! She's my CHILDHOOD FRIENDS too.

-Praew

She came to Chitralada school same year as Neen.She's so fun, talkative, american girl, cheerful, clever and many more (^o^).I often hang out with her when we have time and other of my best friends (^o^).Now, She's studying in Texas, USA.I hope she will be back SOON ! Have alot of things to talk with her ! About CD40 last year and many things ! (>v<) Can't wait.

-Kaew

She was my new classmate when I was 9 years.She's Bisexual.Loves Animes, Fictions, Figures, Comics and Music.She really loves TOKIO HOTEL ! Especially Bill ! She's so quiet.But nowaday...She's talkative ! Because of my friends ' RIE ' ! (=[]=) !! We often hang out together, takes lot of photos everywhere we can take it & some place that we shouldn't too ! (>v<)/ It was really funny stories 2 years ago, when I and Kaew and Rie were studying in grade 10.Bank is Rie's boyfriend.He was really angry his girlfriend so much ! Because Rie was closer to Kaew ! (>v<) Unbelievable ! he thoght that they are going to be lesbian ! But Rie is not.& Kaew liked I told you on above.

 -Pound

She looks like a man.Why ? her face looked like Kang Ho Dong a famous comedian in Korea XD ! But She hates Korean.Everything all about Korean.I think because she hates Bai-Fern.(She was annoying.If she hear something about Korean or Dong Bang Shin Gi.She will really active & can't shut up her mouth <---That's make all classmate feel upset with her.Almost people doesn't like her).She a gossip girl.She knows everthing that I & other of my friends never know (o[]o) !!! & She loves Shopping !

& other friends in CD40.

You are always be my friends ever&ever but you're not my TOP friends yet.So, I & you all must spend time together more than this day.I know you all can be my BEST friends too but some....(-_-) can't be...BECAUSE I HATE YOU  ! (His name is Pleum -Sirawit Sanworibut- he's son of Siam Sanworibut.His father is the president of Dara Video company).I have a reason.I have a big problem with him before all classmates in my grade 12.

And next for my friends TOP friends on Cyber World (^o^) Hope to see u all so REAL !

-Michael Jorgensen

He has a blond hair & blue eyes.He's tall ' 180-185 cm '(OoO).He's older than me.He was born da same year as me(1991)He has a problem with his back.So that's why he can't play any sports but some sports I think he can play it too.He likes to play tennis.He has only mother that he can look after.His father died since he was young.(u_u) He's kind, polite, cheerful, cute, mercy, fun and funny.Can tell about his good habits more than 1 A4 ! (^o^) I like him.He's good guy that Girls would like to be come 1 (^v^).for me !? LOL, I want to be only his Best friends.That's enogh for me(I'm not a good girl...I know myself).We always talk together when we have time about everything.Oh ! He's KPOP Biggest Fan (^o^)/ I met him on IMVU.com (^v^)

-Jessica Soler

She's so cute(she can be Cawaii girls.), polite, friendly, cheerful, hard working and many moreeeee ! She's a good girl that you all should know & be friends.(^o^) She can be a Super model too ! She's so TALLLLLL~ (OoO) !!! She would like to go to Japan ! And now, she wants a scholarship to get there.If somebody here has any advices please TELL ME.I will tell her about that advices that u give it to me.THANK YOU SO MUCH before hand(^/\^).& yea, Where I met her as 1st time ? IMVU.com I always talk with her on MSN, facebook, IMVU, MySpace or Skype (^-^)

-Eric Pan

He's a New York boy.Oh ! Yea, he's asian.He's cool and cute boy.He told me that he's so talkative and have alot of friends on the Internet but in his real life.he doesn't has alot of friends.But anyway, he must have something hide me.But yea, you know I don't want to offend him(other of my friends too).& I want to see him as soon as possible in NEW YORK.Why ? I have a house in NEW YORK and next to it is NEW YORK ! Woooo~ ! (>v<) Haha ! I met him on IMVU.com (again!)

-Yuichi Kagami

He's japanese boy in USA.He's so sweet, cute, cool, awesome and blah blah blah~ (^o^).U guys should talk with him too ! You will stick with HIM ! Liked UHU (>v^).He has 1 sister.Owwww...he's gamer too (^v^) if somebody here interest the same way as him.You should be his good friends too.I'm sure (he's friendly so don't be shy to talk with).And yeah....from many NEWS on IMVU.com I heard many girls talk about him.(That's mean he's POPULAR ! WOW !) and yea, he knows some of them(his fan club).I don't want to say this but my teacher & my teachers friends like him much and want to talk with(so, they all registered IMVU and find him.OMG ! Girls can do anything for their LOVERS ! so scared (if I were a boy (^-^;)).Where i found him ? IMVU.com (Again and Again !).hehe(^v^)

-Nicole Rachinger

She's my german penpal.We always talk through the letter(so old way, but classic (^o^)).yea, She sent me alot of cute stuffs, chocolates, bracelets, necklaces and many things ! She's so sweet, polite, friendly, active, hard working, good, cheerful and love her family so much.I have her email but I never see her appears on MSN.But that's okay ;) I like to talk with her through letters so I can send some cute stuffs from THAILAND to her hometown Weisborg, Germany.She's younger than me.Don't have any boyfriends yet liked ME ! yea, we have same interests.I hope she comes to Thailand or I hope I can go to germany soon!!!!

-Feena

Half way to everywhere..

She's so pretty cool girl.She's a model and cosplayer that everyone in Germany & in other countries know.She's so kind and friendly to everyone.(TTvTT)I'm really glad that I met her ! i found her on cosspace.com and we get closer and closer then now WE ARE BEST FRIENDS that can share or solve problems or talk about everything ! We have the same ambition ' Want to have our clothes store and sale it all on the Internet & in Germany.This store made for cosplayers and I decide to sew clothe for another costumers (^o^) Now, I still keep in touch with her.Yeah ! 'cus we are FRIENDS !

This is a few of my TOP friends that I post on here.If I have more time I will post it all (>v<) So, don't worry if you don't see your name on here.

By the way, I still love you all ! -MY FRIENDS- !

xoxo

 

((Ummm.....I think....some of you (readers) must think I'm a lesbian or bisexual or whatever.But I tell you the truth....I'M NOT LESBIAN :P))

*And sorry about pics.(u_u) I tried to find their pics but I couldn't find it (TT^TT) !

Fatal Frame III The Tormented (part 1)

posted on 08 Mar 2009 14:13 by 8i8-nobara-8i8  in GAMES

Fatal Frame III

The Tormented

Sawadee อีกครั้งคะท่านผู้อ่าน Jinsnก็กลับมาพร้อมกับข้อมูลเนื้อเรื่องของ Fatal Frame 3 นี้แบบอย่างละเอียดดังเช่นภาคก่อน ๆ คะ ภาคนี้ก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือภาพนั้นสวยงามขึ้นแยะ ฟังก์ชั่นของกล้องก็ดี ผีก็เร็วขึ้น เรื่องก็มากขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญมีตัวละครเอกให้เราได้เล่นกันถึง 3 ตัวเลยทีเดียว ! (ภาคนี้ขอบอกเลยว่านั่งเล่นเดี่ยว Noตัวช่วยและกองเชียร์ใด ๆ สุยสุดฤทธิ์ Fatal Frame ใส่ผีทุกตัวทุกShot ไม่งั้นไม่ตายสักที)

ได้แก่...

Rei Kurosawa

อายุ 23 ปี เป็นช่างภาพอิสระ เธอใช้ชีวิตอยู่กับการมุ่งแต่งานและอาศัยอยู่กับผู้ช่วยของเธอ Miku Hinasaki Reiนั้นเป็นลูกหลานของ Sae Kurosawa(มีอยู่ในภาค 2) Reiเป็นคนที่มี Sixth Sense ดีมากและมีกล้องที่มีความสามารถพิเศษสูงอยู่ด้วย ตั้งแต่คู่หมั้นของเธฮนั้นเสียชีวิต เธอเริ่มต้นมีฝันร้ายในบ้านหลังหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า "คฤหาสน์นิทรา"(Manor of Sleep)

Miku Hinasaki

อายุ 19 ปี เป็นผู้ช่วยของRei Mikuนั้นคิดว่าเธอสูญเสียสัมผัสพิเศษไปตั้งแต่เธอเสียพี่ชาย Mafuyu ไปในวันนั้น แต่ในตอนนี้(ภาค 3)พลังของเธอที่หายไปได้กลับมาอีกครั้ง Miku นั้นเป็นคนที่มี Sixth Sense แรงที่สุดในบรรดาทั้งสามคน(คือ Rei Miku และ Kei) เธอนั้นมีฝันร้ายของคฤหาสน์นิทราตลอดทุกครั้งที่หลับลงและเหมือนเข้าไปอยู่ในHimuro Mansion ที่ซึ่งเธอเห็นพี่ชายของเธอจริง ๆ

Kei Amakura

อายุ 26 ปี เป็นนักแต่งเรื่องแปลงเรื่องทั่วไป Kei นั้นเป็นเพื่อนของ Yuu และ Mafuyu และเค้านั้นถือเป็นลุงของสองสาวฝาแฝด Mio และ Mayu ทางฝ่ายแม่ของพวกเธอทั้งสอง และในตอนนี้(ภาค3)เค้ารับดูแล Mio เพราะแม่ของเธอ Shizu กำลังป่วยหนัก ความเกี่ยวข้องทั้งหมดของเขากับหลานนั้นทำให้เข้าโดนลวงเข้าไปอยู่ในความฝันที่เลวร้ายด้วยเช่นกันเกี่ยวกับหมู่บ้าน Minakami หรือที่เรารู้จักกันดีคือหมู่บ้าน All God

ต่อไปเป็นตัวประกอบ....(ก็ไม่เชิงคะ บางคนเป็นผู้ดำเนินเนื้อเรื่องให้เราได้เล่นกันสนุกด้วย)

 

Yuu Aso

อายุ 28 ปี เป็นนักสำรวจ เขาและ KeiและMAfuyu นั้นได้ทำการสำรวจตำนานต่าง ๆ แต่ไม่นานมานี้เค้าตายเพราะอุบัติเหตุรถชนแล้วคว่ำตายคาที่ ซึ่ง Rei คู่หมั้นเป็นคนขับเค้านั้นเป็นคู่หมั้นของ Rei และเป็นลูกหลานของDr.Kunihiko Aso 

 

Mio Amakura

อายุ 15 ปี เป็นคู่แฝดกับ Mayu และเธอมีสัมผัสที่ 6 ที่แรงกล้าไม่แพ้คนอื่น ๆ ในเรื่อง เธอได้หายตัวไปในหมู่บ้าน Minakami หรือหมู่บ้าน All God แต่เธอสามารถหาทางออกมาจากที่แห่งนั้นได้ ตอนนี้เธอเป็นหลานสาวของ Kei คนหนึ่ง และมีความฝันที่เลวร้ายในบ้านในความฝัน

Reika Kuze

วิญญาณผู้หญิงที่เป็นหญิงสาวที่มีรอยสักบนร่างกายในพิธีกรรม ทั่วทั้งตัวเธอนั้นมีแต่รอยสักแห่งความเจ็บปวด เมื่อเธอไปปรากฎในฝันร้ายของRei และเธอถูกจับโดยเชือกและทำให้เธอกลายเป็นปีศาจ

 Kaname Ototsuki/Kuze

เป็นคนรักของ Reika  ที่ตาม Reika เข้าไปในบ้านนิทรา และเขาดดนฆ่าโดย Yashuu ในห้องที่มีหนาม เขาเป็นลูกชายของ Kyouka Kuze และ Akito Kawagashi และเกิดในคฤหาสน์นิทรา แต่ถูกออกไปจากบ้านแห่งนี้และส่งไปยังหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ตอนอายุ 4 ขวบ

แนะนำตัวละครไปบ้างแล้ว ต่อไปจะเป็นการบอกเนื้อเรื่องอย่างคร่าว ๆ ก่อนนะคะ เพื่อไม่ให้ผู้อ่านสับสนกัน เนื่องจากมี 3 ตัวละครที่ต้องเล่นและแต่ละตัวนั้นเราจะเลือกเล่นตัวนั้นตัวนี้ก่อนไม่ได้ เพราะจะต้องดำเนินตามเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ (เล่นสลับกันไปคะ)

(จากซ้าย : Shigure Kuze, Minamo Kuze, Hisame Kuze)

เด็กที่ตอกมือ

Amane นั้นดดนเปลี่ยนให้เป็นผู้ที่ตอกมือของหญิงสาวที่ถูกสังเวย Yashuu Kuze ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้หญิงของการบูชา Amane นั้นปล่อยให้น้องชายของเธอ Kaname เพื่อให้เขานั้นได้เข้าไปในพื้นที่ลับนั้นไปหา Reika แฟนสาวของเค้า แต่ถูกจับและขึงให้ตึงเพื่อให้เด็กที่ทำการตอกมือคนอื่น นั้นตอกลิ่มผ่านมือของเธอตรงก้นของประตูนรก Hisame นั้นเป็นเด็กตอกลิ่มที่แก่ที่สุดในบรรดาทั้งหมด 4 คน ได้รับการอุปถัมภ์จากหมู่บ้านข้าง ๆ หลังจากที่วิญญาณที่อาฆาตนั้นหลุดออกมา เธอปฏิบัติหน้าที่สุดท้ายด้วยการทำให้ Minamo และ Shigure เป็นแบบเดียวกับเธอ โดยทำพิธีในห้องซึ่งติดต่อกับแท่นบูชานิทราที่ไปยังเชือกที่บูชา Minamo นั้นเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาเด็กตอกมือ

Tengai Narumi

เป็นช่างไม้ที่รับภาระหนักของแท่นบูชา เขาเป็นหัวหน้าของช่างไม้ทั้งหมดที่ต้องจัดการช่างไม้คนอื่น ๆ ให้ทำตามคำสั่งเขาเพื่อยับยั้งวิญญาณที่อาฆาตที่จะหลุดออกมาปกคลุมโลก

โดยเนื้อเรื่องทั้งหมดที่ทั้ง 3 คนนี้เผชิญจะอยู่ในความฝัน (ประมาณแบบว่าถ้าหลับแล้วจะเข้าไปอยู่ในความฝันของตัวเองจริง ๆ *ต้องหลับเท่านั้นคะ!) โดยทั้ง 3 คนนี้เหมือนโดนของ(ตามประสาชาวไทยเรียกกันเข้าใจง่าย ๆ ) แล้วก็ต้องเข้าไปเผชิญอยู่ในความฝันร้าย เพราะดันไปยุ่งเรื่อง แตะต้องของผีเข้า(อะไรประมาณนี้แหละคะ)ถึงทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในฝันและมีรอยสักขึ้นตามตัว หากขึ้นหมดทั้งตัวแล้วก็จะตาย.. โดยเหมือนกับว่าการที่คนที่ฝันแล้วไปอยู่ในความฝันนั้นดูเหมือยจะเป็นเหมือนแบบ...(ตัวตายตัวแทนอะไรประมาณนี้)เรียกให้ไปตายเป็นเพื่อนกัน

Yoshino Takigawa

เป็นหญิงสาวที่รอดจากเครื่องบินตก เธอรอดตายจากการเกิดเหตุนั้นแต่ครอบครัวและคู่หมั้นของเธอนั้นตายหมดและถูกนำเข้าไปอยู่ในฝันร้ายในที่แห่งเดียวกับ Rei "คฤหาสน์นิทรา" (Jinsnจะบอกรายละเอียดของชีให้อีกคะ เพราะเธอเป็นคนที่ทำให้Reiต้องตามหาเธอเองและไขปริศนาต่าง ๆ)

Makie & Kozoe

2 แม่ลูกคู่นี้ ถูกนำเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์นิทรานี้เพราะว่าสามีของเธอนั้นตายในระหว่างที่พยายามจะเก็บลูกบอลของKozoe ลูกสาว

 

Yashuu Koze

เป็นหัวหน้าของคฤหาสน์นิทรานี้ เธอเป็นแม่ของ Kyouka และเธอได้สั่งการให้เด็กตอกลิ่มทั้งหมดนั้นทำงานหลายๆ  อย่าง

 

Kyouka Kuze 

เธอเป็นลูกสาวของ Yashuu Kuze เธอถูกให้อยู่ในคฤหาสน์เเละสืบสายของKuze เมื่อมีคนข้างนอกเข้ามา เธอตกหลุมรัก Akito Kawagashi ที่เป็นคนภายนอก

 Akito Kawagashi

เป็นบุคคลที่หน้าตาเหมือนกับ Kei Amakura เขาเป็นคนรักของ Kyouka และเป็นผู้ที่นำกล้อง Obscura เข้ามาในคฤหาสน์นิทรานี้ โดยเค้าถูกฆ่าตายโดยโดนโยนลงไปในบ่อน้ำ

 

Kizuna Himuro

คือเด็สาวที่เข้าไปอยู่ในความฝันของ Miku ตลอด ซึ่งเธอถูกจับไปสังเวยในพิธีกรรมแปลก ๆ

 Ruri

เป็นแมวสีดำที่ Miku เลี้ยงไว้เพราะธอได้รับเป็นของขวัญจากครอบครัว

เรื่องของ Rei Kurosawa นั้น เมื่อเธอหลับลงก็เหมือนกับต้องการจะพบ Yuu อีกครั้งแต่แล้วก็ต้องตามหาคู่หมั้นตัวเอง และก็จะได้พบกับปริศนาของผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อแดงที่เธอเจอในบ้านที่เธอฝันเห็นและในโลกของความเป็นจริงด้วย(ภาควิญญาณคะ)

เรื่องของ Miku ก็จะเกี่ยวกับเธอตามหาพี่ชายที่ตายไปแล้ว ซึ่งเมื่อเราเล่นตัวMiku Rei ก็จะเห็นความฝันของ Miku ด้วยเช่นกัน โดย Miku จะตามหาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอ

เรื่องของ Kei ก็ตามหาตัวหลานสาว Mio ที่ระยะหลัง ๆ เธอเริ่มอยู่คนเดียวและป่วยหนักขึ้นทุกที เอาแต่พร่ำเพ้อถึงMayuว่าเธอนั้นทำผิดไป เราจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป

สรุปเรื่องอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้เข้าใจโดยประมาณ

 ต่อไปเป็นเนื้อเรื่องอย่างละเอียดของภาคนี้คะ...(^v^)

 

....ในวันที่ฝนตกวันหนึ่งRei นั้นขับรถท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุรถชนเข้ารถของเธอกับรถที่ไหนไม่ทราบ ทำให้รถเธอนั้นผลิกควำตกไหล่ทางไป เธอสามารถคลานออกมาจากรถได้เมื่อพยายามมองหา Yuu คู่หมั้นของเธอก็พบว่าเขานั้นตายคายที่เสียแล้ว เธอได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญ

จนเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานเธอและ Miku ซึ่งเป็นผู้ช่วยของเธอได้ไปในคฤหาสน์(Manor of Sleep)นิทรา เพื่อทำงานต่อจากที่ Yuu เคยทำค้างไว้ และเธอก็ได้ถ่ายภาพต่าง ๆ ภายในบ้านร้างนั้น แต่แล้วเธอก็รู้สึกบางอย่างจึงเดินไปตามทางที่รู้สึกแปลก ๆ ตรงหน้าเธอเป็นทางที่มีประตูอยู่ทางขวามือเธอเองสุดทางเดินตรงนี้ เธอลองยกกล้องถ่ายรูปดูและเมื่อถ่ายแล้วเห็น Yuu อยู่ในภาพที่Flame กล้องเธอด้วย

แล้วเธอก็หวนเห็นภาพที่เกิดขึ้นในคืนวันฝยตกวันนั้น จน Miku เข้ามาถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า แล้วเธอก็บอกว่าให้เก็บของกลับบ้านกันได้แล้ว

เมือ่ไปถึงบ้านเธอรีบล้างฟิล์มทุกอันและเมื่อล้างภาพหนึ่งที่เธอถ่ายก็พบ Yuu ยืนอยู่ในภาพที่เธอถ่ายเห็นเขาอยู่ในกรอบด้วย นั้นทำให้เธอเริ่มรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก

แล้วMiku ก้บอกกับเธอว่า Rei จะได้หยุกพักงานอีกยาวนะ เพราะ Rei ทำงานหนักมาตลอด ควรจะพักผ่อนบ้าง Rei จึงขึ้นไปพักผ่อนในห้องและหลับไป...

และสิ่งที่เธอเห็นคือ ภาพของหิมะตกลง สถานที่แห่งหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก ภาพของคนที่เธอไม่เคยเห็น และเห็นตัวเธอเองนั้นยืนอยู่หน้าคฤหาสน์นิทรา..

ในตอนนี้จะเป็นช่วงที่เราบังคับตัว Rei คะ เธอจะเดินสำรวจทั่วบ้านตามวิญญาณที่เธอเห็นคือ Yuuไปยังสวนหลางตรงกลางบ้านนี้ และเมื่อไปทางอื่นต่อไม่ได้แล้วเธอก็กลับไปทางเดิม แล้วขึ้นไปบนไดและพบกล้อง Obscura จึงเก็บขึ้นมา

และก็พบเด็กผีที่ชื่อ Kozoe เราต้องสู้กับเธอ แล้ว Rei ก็ไปสำรวจภายในห้องนั้น ซึ่งมีรูบนกำแพงจึงมองเข้าไปในนั้นและถ่ายรูปด้วยกล้องที่เก็บได้แล้วก็มีหน้าเด็กผีคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาทำให้เธอตกใจอย่างแรง ! แล้วเธอก็วิ่งกลับลงไปช้างล่าง แต่แล้วเมื่อเธอจะเปิดประตูกลับไปทางเดิมกลับเปิดออกไปไม่ได้ แล้วเธอก็เริ่มรู้สึกบางอย่างที่ปกติจึงหันหลังไปดูก็พบ 2 แม่ลูกที่ชื่อ Makie และ Kozoe แล้วเธอก็รีบหันกลับไปเปิดประตูที่จะออกไป แต่แล้วก็มีเสียงเด็กถามเธอว่า...

"พ่อไปไหน?" เธอจึงมองไปยังแหล่งที่มาของเสียง มองไปยังเด็กที่ยืนอยู่ระหว่างแขนของเธอ(เด็กเค้าเตี้ยคะ) แล้วตกใจเป็นอย่างมาก จากตอนนี้ต้องสู้กับเธอแล้วจึงเปิดกลับไปยังทางเดิมได้ เมื่อจะกลับไปยังประตูที่เข้ามานั้นเธอก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดเข่าพึมพำอะไรบางอย่างที่ว่า.."ฉันไม่ได้ตั้งใจจะรอดมา มันไม่ใช่ความผิดของฉัน มันกำลังมา ฉันต้องหนีมันไป รอยสักนั้น.." หลังจากที่เธอบ่นพึมพำได้พักหนึ่ง เธฮก็เหมือนอยู่ในอาการช็อกอะไรบางอย่าง Rei พยายามถามเธอหลายครั้งว่า "คุณไม่เป็นไรนะ?"  แต่แล้วเธอก็ร้องออกมาแล้วยืนขึ้น แล้วRei ก็หันไปมองข้างหลังสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นมองอยู่ เป็นเงา ๆ ทึม ๆ กำลังใกล้เข้ามา ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะวิ่งหนีไป แล้ว วิญญาณนั้นก็เริ่มปรากฎเห็นเด่นชัด

เป็นร่างของผู้หญิงที่มีรอยสักทั้งตัว แล้วพยายามจะจับตัวเธอ แต่ Rei นั้น(ตัดเป็นภาพขาวดำ แบบสโลว์ โมชั่นด้วยคะ)หลบได้ทันวิ่งหนีตามผู้หญิงเสื้อแดงนั่นไป แต่ผีสาวเจ้ากรรมก็วิ่งตามด้วยความเร็วสูงอย่างไม่ลดล่ะและมือที่พยายามคว้าตัว Rei ก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่แล้วผีสาวก็เอามือไปแตะหลังของ Rei ได้ทัน...

แล้วเธอก็ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ แล้วก็มีบางอย่างผิดปกติไป มีรอยสักที่เหมือนกับของผู้หญิงที่เธอหนีมาตรงบริเวณไหล่ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บมาก แล้วเธอก็ตื่นขึ้นมาเปลี่ยนชุดลงไปหา Miku และเล่าสิ่งที่เธอได้ฝันเห็น Miku ก็ได้แต่บอกว่าrei ทำงานหนักมากไปมากกว่า ควรจะนอนเยอะ ๆ นะ แล้วก็บอกว่ามีจดหมายจากเพื่อนYuu คือ Kei Amakura Miku จึงถามว่าควรจะบอกเค้ารึเปล่าว่า Yuu นะเสียแล้ว แต่ Rei ก็ยังบอกว่ายังไม่ต้อง และอ่านจดหมายของพ่อ Kei ท่าน

จดหมายฉบับที่ 1 จาก Kei -

จากการที่ฉันได้ศึกษาจากรายงานนั้น กล้องที่ฉันส่งให้ดูนั้นมีชื่อปรากฎว่า "กล้อง Obscura" ได้รับมาจากที่ฉันได้เจอมัน มันอาจจะติดต่อเชื่อมโยงกับคนที่หายไปและตำนานที่เล่าขานกันมา และหากรู้อะไรเพิ่มเติม กรุณบอกฉันด้วย และฉันคิดว่าเรื่องทั้งหมดนั้นมีพื้นฐานมาจากข่าวลือ แต่มีบางอย่างนั้นสามารถซึกษาได้แล้ว หากคุณมีฉันอยากจะเห็นมัน บางทีนั่นอาจจะแก้ไขปริศนาได้ตอนนี้ฉันพักจากงานอื่น ๆ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับตำนานเล่าลือ ฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ

และจากโน้ตที่rei เจอในมืออันสั่นเทาของผู้หญิงคนนั้นก็เขียนไว้เพียงว่า

"นี่ไม่ใช่ความผิดของฉัน ฉันไม่ได้เลือกที่จะอยู่สักหน่อย"...

แล้วขึ้นไปสำรวจห้องของ Yuu ที่เคยอยู่มาได้พบกล้องObscura และบันทึกต่าง ๆ ของกล่องนี้ดังนี้..

กล้องObscuraนี้เป็นกล้องพิเศษที่ดัดแปลงมาเพื่อใช้ถ่ายรูปอีกโลกหนึ่งของเรา(ที่รู้จักกันว่าโลกวิญญาณ)โดยประดิษฐ์ขึ้นโดย Dr.Kunihiko Aso ในสตวรรษที่ 19 ถึงตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เขาพยายามที่จะติดต่อกับอีกโลกหนึ่งและพิสูจน์ว่ามีโลกวิญญาณอยู่จริง สิ่งลี้ลับที่มีผลกระทบต่อคนในด้านการกระทำ เพื่อจะยืนยันความคิดของตะวันออกโดยใช้เทคโนโลยีตะวันตก Kunihiko Asou จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่พิสูจน์สิ่งลี้ลับเหล่านี้ กล้อง Obscura เป็นผลงงานของเขาชิ้นหนึ่งที่เกิดจากประสบการณ์ เขาได้ทำการดัดแปลงกล้องธรรมดา โดยใส่ฟังก์ชั่นเลนส์และฟิล์มที่พิเศษเฉพาะ กล้องนั้นจะถ่ายติดสิ่งที่เหลือเชื่อ ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า หรือที่เราเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า สิ่งที่แตกต่างออกไปเป็นพลังงาน หรือวิญญาณและผี ในตอนนี้มีน้อยลงทุกวันแต่กล้องนี้ยังคงผ่านมือคนมากมาย และตอนนี้ก็เกิดความเสียหายกับมัน ดังนั้นเราจึงไม่สามารถมองเห็นโลกวิญญาณนั้นได้ และนี่เป็นวัตถุประสงค์ที่เขาต้องการและจะคงอยู่ตลอดไป

แล้ว Rei  จะเก็บกล้องของ Yuu มาไว้ในห้องตัวเอง และก็นอนหลับ และภาพที่เธอเห็นอีกก็เป็นดังเดิม เธอเดินตามหาผู้หญิงเสื้อแดงที่เธอเจอเมื่อความฝันครั้งที่แล้วแล้วก็ได้ยินเสียงบางอย่างจึงเดินตามไปและพบเห็นผู้หญิงที่ว่าเดินหนีเข้าไปในห้อง แล้วเธอก็เดินตามไป และพบเธอนั่งก้มหน้าพูดคำเดิม ๆ อย่างเร็ว ๆ ซ้ำไปซ้ำมา Rei ถามเธฮอีกครั้งว่าเธอเป็นอะไรมั้ย ฉันอยู่นี่แล้วเธฮก็มองหน้า Rei ก่อนที่Rei จะเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในตู้ข้าง ๆ ที่เธฮยืนอยุ่เมื่อมองเข้าไปเธอ เธอเอามือเปิดมันออกและพบศพของผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างในและเมื่อหัน

จะหนีออกไปจากห้องก็เห็นเป็นเงาดำ ๆ ที่เป็นวิญญาณที่เป็นญาติ ๆ ของผู้หญิงที่นั่งมองหน้าเธอ ก่อนที่เราจะต้องสู้กับพวกเขาทั้งหมดรวมทั้งผู้หญิงคนนั้นด้วย

เมื่อสู้กับพวกนั้นเสร็จ Reiก็จะได้ Passport ของเธอมาและวิ่งออกจากห้องนั้นไปและตาวิญญาณของ Yuu ออกจากบ้านนี้ไป..

เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งและพบว่าตัวเองเจ๊บปวดที่ไหล่มากขึ้นเพราะรอยสักชักลามตัวเธอมากขึ้นที่ละนิด และเธอก็ลงไปดูข้างล่างไม่พบMiku จึงได้รับโทรศัพท์และบอกว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ที่โรงพยาบาลและมีบันทึกของผู้หญิงที่ว่านั่นด้วยทาง โรงพยาบาลเก็บมันไว้แต่ไม่มีญาติคนใดที่รู้จักเธอมารับสักทีอีกอย่างพวกเขาเองก็ไม่ต้องการอ่านมันด้วยเพราะไม่มีประโยชน์อันใดแล้วก็ฝากไว้ให้ฉัน และฉันก็เห็บไว้ให้เธออ่านต่อนะ Rei และที่อยู่ของโรงพยาบาลฉันเขียนไว้ให้แล้วเพื่อเธฮจะมาเยี่ยมเค้า

แล้ว Rei ก็ออกจากบ้านไปที่โรงพยาบาลยังห้องพักรวมของYoshino และจากคำที่ Mikuเล่าให้ฟังคือเธอไปถามหมอที่รักษา บอกว่าเธอนั้นเดี๋ยวหลับเดี๋ยวตื่นแต่โดยมากแล้วนั้นจะนอนและหลัง ๆ มานี้เธอนอนนานมากกว่าปกติและไม่ตื่นขึ้นมาเลย (เป็นเหมือนเจ้าหญิงนิทรา) แล้วเมื่อไม่มีไรแล้ว เธอจึงเดินกลับ แต่ก้าวไม่กี่ก้าวเธฮก็หยุดชะงัก เพราะได้ยินเสียงของYoshinoพูด "ฉันไม่อยากหลับ ใครก็ได้ปลุกฉันที"

แล้วตามตัวของYoshino นั้นก็มีรอยสักขึ้นจนเต็มกระทั่งนัยน์ตา ด้วยความตกใจเธอจึงวิ่งมาดูและจะไปตามหมอแต่เมื่อหมดเสียงประหลาดที่เกิดขึ้นเธอ เดินกลับไปดูที่เตียงของ Yoshino  และพบว่าร่างของเธฮนั้นหายไปเหลือเพียงแต่เถ้าถ่านดำ ๆ เป็นรูปร่างคน

PassPortของเธอที่ถูกไฟไหม้..

บอกรายละเอียดดังนี้... ชื่อ Yoshi.. นามสกุล Takigawa สัญชาติ ญี่ปุ่น ที่ทำการลงทะเบียน Shizuoka(และบางส่วนที่ควรจะมีหรือขาดหายไปนั้นไม่มีเพราะโดนไฟไฟม้คะ)

โดยบันทึกจากสมุดบันทึกที่คุณหมอเก็บไว้มีดังนี้...

วันที่ 10 เดือนสิงหาคม - ฉันได้ยินมาว่าการเขียนไดอารี่และมีคนอ่านมันเป็นสิ่งที่ดี และการทำอย่างงี้อาจทำให้ฉันหายจากฝันร้ายก็เป็นได้ ฉันรู้สึกเศร้าที่ต้องอยู่คนเดียว หากฉันสามารถทำให้ใครสักคนอ่านมันได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งบางทีฉันอาจสามารถติดต่อกับเขาได้

วันที่ 11 เดือนสิงหาคม - ครอบครัวของฉันและ Naoya ตาย การอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นหน้าตกใจและหน้ากลัวกว่าที่เผขิญกับความเป็นจริง มากกว่าอุบัติเหตุเสียอีก เป็นเพียงคนเดียวที่มีชีวีตรอดหลังจากอุบัติเหตุและรอความตาย---นั้นน่าตื่นตระหนกมาหหว่า ทิ้งให้อยู่คนเดียวในความมืดนั้นในคืนที่ร้อนแต่รู้สึกหนาว

วันที่ 13 เดือนสิงหาคม - เมฆมาก

ฉันมีความฝันที่เลวร้าย หิมะตกลงมาที่บ้านร้างแห่งนั้น ฉันอยู่ตัวคนเดียวและหายสาบสูญ แต่ยังคงอยู่ในบ้านดังกล่าวฉันพบพวกเขาได้ ฉันรู้สึกถึงได้ หากฉันเข้าไปฉันจะได้พบกับพวกเขา พวกเขาเรียกหาฉัน แต่ถ้าเข้าไปมันไม่มีทางที่จะกลับออกมา แต่นั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องการ...

วันที่ 18 เดือนสิงหาคม - เมฆมาก

ทีละนิดๆ ฉันเข้าไปลึกมากขึ้น ทั้งหนาวและมันเริ่มจะมืดแล้วฉันได้ยินเพลง Naoya อยู่ที่นั้น พ่อ แม่ ทุก ๆ คนที่อยู่ข้างฉัน--อยู่ที่นั่น พวกเค้าทิ้งฉันไว้ข้างหลัง หนีจากฉันและเข้าไปในนั้นเหตุเพราะฉันเป็นคนเดียวที่ยังอยู่รอด

วันที่ 27 เดือนสิงหาคม - ฝนตก

มันเจ็บปวด หรือความฝันเป็นการเจ๊บปวดรอยสักนั้นเริ่มปรากฎ คุณหมอบอกฉันว่าเขาไม่เห็นมีอะไรเลยในอีกฝั่งฝากทะเลนั้นเค้าเรียกว่าความรู้สึกฝังใจหลังจากเกิดอุบัติเหตุซึ่งเขาเรียกว่าเหมือน "PTSD" แต่ฉันเห็นมัน หลังจากที่หลับไปนานหลายวัน ฉันนั้นเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น เเละในไม่ช้าฉันก็เริ่มไม่รู้ว่าตัวเองนั้นตื่นหรือหลับ คุณหมอนั้นให้ความสนใจเมื่อฟังเรื่องของฉัน บางทีเขาอาจจะเริ่มเกิดความเห็นใจมีส่วนร่วมด้วยก็ได้ แต่ความฝันและความเจ็บปวดนั้นอยู่ในตัวฉันแต่เพียงผู้เดียว ความเจ็บปวดกำลังปะทุออกมา

- ฝนตกเหรอ ? ไม่แน่ใจ...

ฉันควรจะโมโหตัวเองมั้ย ตั้งแต่ฉันเป็นคนเดียวที่รอดมาได้ แต่มันดูเหมือนฉันไม่ได้เลือกที่จะรอด มันเจ็บ เจ็บและเจ๊บ ฉันควรทำอย่างไร อะไรน่ะ ?  ยกโทษให้ฉัน ผู้หญิงคนนั้นตามหลังฉันมาฉันสามารถเห็นเธอได้กระทั่งฉันตื่นแล้ว ฉันต้องไม่โดนแตะอีกครั้ง ฉันไม่ต้องการเห็นมันอีก

เมื่อถึงบ้านเธอก็พบกับ Miku อีกครั้งและเธอก็ส่งข้อมูลที่เธอหาให้ Rei เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ Yoshino Takigawaดังนี้...

ผู้หญิงในรูปถ่ายดังกล่าวชื่อ Yoshino Takigawa อายุ 26 ปี เธอเป็นคนเดียวที่เหลือรอดจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ข้อความถัดมานั้นเป็นความคิดเห็นของนักข่าวชื่อ Oraa ผู้บันทึก :

เมื่อเครื่องบินตกนั้น คุณTakigawaนั้นกระเด็นออกมาจากตัวเครื่องบินและโดยรวมนั้นเธอไม่โดนไฟเลย ดังนั้นที่ที่เธอโดนเหวี่ยงกระเด็นออกมานั้นเป็นเบาะรองรับเธอและเธอปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หลังจากที่พักรักษาตัวจากแผลไฟไหม้ รอยขีดข่วน และแผลเป็น และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เธออยากมีชีวิตต่อไป ต้องใช้เวลากว่า 4 วันกว่าจะได้เข้าพบเธอ เธอนั้นอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากและดูเหนื่อยเป็นอย่างมากและเธอดูเหมือนจะต้องฟื้นฟูจิตใจด้วย ในระหว่าง 4 วันมานี้ เธอนั้นได้รับการหมุนเวียนดูแลจากผู้ประสบอุบัติเหตุคนอื่น ๆ ด้วย คนในครอบครัวและคนรักของเธอนั้นเสียชีวิต

และต่อไปเป็นสิ่งที่ฉันได้ยินจากใครบางคยในโรงพยาบาล ที่ห้องตรวจ หลังจากที่เธอเข้ารักษตัวที่โรงพยาบาลนั้น เธอตกใจเป็นอย่างมากที่ต้องอยู่คนเดียวและเมื่อนอนหลับเธอนั้นเริ่มมีอาการฝันร้ายและต้องทำร้ายตัวเองให้รู้สึกตื่นตลอดเวลา แต่นานเข้าเวลาที่เธอนอนนั้นเริ่มนานขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอใช้เวลานอนทั้งวัน

มนตอนแรกนั้นเขาเชื่อว่าเธอหลับไปเพราะจากความรู้สึกจิตใจที่ถูกทำร้ายอย่างหนักเท่านั้น แต่ผลของเธฮนั้นเริ่มไม่เป็นไปอย่างที่คิด อาการของเธอนั้นแย่กว่าเดิมและเธอนั้นนอนติดต่อการ 3 วัน และเมื่อเธอตื่นขึ้นมานั้นเธอจะเอาแต่พูดกับตัวเองว่า "ความเจ็บปวด" หรือไม่ก็ "มีรอยเกิดขึ้นทั่วตัวเธอ" เมื่อผลของอาการเธอนั้นเริ่มแย่ขึ้นเรื่อย ๆ  เธอเริ่มใช้เวลาข้อางนอกห้องนั้นน้อยลงตราบนานเท่าที่เธอยังคงตื่นอยู่และมีบางครั้งที่เธอนั้นเพ้อและร้องเพลงเป็นทำนอง ต่อมาเธอไม่เคยตื่นขึ้นมาอีกเลยจนกระทั่ง Rei มาเห้นในวันนั้น

นี่เป็นเพียงผลของการติดตามของทางโรงพยาบาลเท่านั้นแต่มีบางสิ่งที่ยังคงมีมานานและตรงตามกับผู้ป่วย Takigawa คนนี้ที่อาจตรงกับในตำนานบางอย่าง หรือว่าเธอเพียงแค่สูญเสียสติไปเท่านั้น

เธอกลับไปที่บ้านและกลับไปหลับอีกครั้ง เธอต้องตามหาตัว Yuu ให้พบและเดินแก้ไขปริศนาในห้องต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งจนเธอออกจากความฝัน(ขอข้ามบางตอนที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องที่สำคัญนะคะ)

เมื่อเธอตื่นมารอยสักนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และความเจ็บปวดก็มากขึ้น และเมื่อเธอตื่นขึ้นมานั้นเธอก็รู้สึกแปลก ๆ

 

และเมื่อมองไปข้างๆ  ก็พบ Yoshino นั้นจับแขนของเธอไว้ ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอย่างนิ่งเงียบ แล้วเธอก็เกิดอาการ Shock ชั่วครู่ก่อนที่ Yoshino จะหายไปและ Miku ก็เดินเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไร เธอก็ตื่นและเดินลงไปข้างล่างและก็จะเข้าไปเล่นกับแมว และได้รับจดหมายจาก Kei อีกครั้งถึง 2 ฉบับ

จดหมายจาก Kei ฉบับที่ 2 -

ในระหว่างที่ฉันกำลังค้นคว้าข้อมูลของคฤหาสน์นิทราในตำนาน ฉันสรุปได้ว่าที่อยู่ของมันนั้นไม่มีปรากฎอยู่ในแผนที่ของหมู่บ้านที่มันตั้งอยู่ก็ไม่ปรากฎ ฉันพบกล้องนี้ในบ้านร้างแห่งนั้นใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน หลานสาวฉัน Mio (หลังจากที่ Mayu หายไป นั้นเธอบอกว่าคุณเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ร้ายๆ  ดังนั้นคุณคงจำเธอได้สินะ) และเมื่อเห็นมันเธอก็ดูกลัว ๆ  ฉันไม่รู้ว่านี่อาจจะทำให้เธอหวนนึกถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและไม่ยอมพูดออกมาเลยรึเปล่า ?  จากนี้ ฉันก็หวังว่าจะให้คุณดูแลมันให้ดี ๆ  คณรู้เกี่ยวกับเรื่องโบราณดี ช่วยฉันหาข้อมูลเกี่ยวกับมันหน่อยได้มั้น ? แต่คุณก็ไม่คิดที่จะตอบกลับมาถึงฉันบ้างเลย แต่ฉันยังคงที่จะติดต่อไปหา หากพบข้อมูลอะไรก็เอามาให้ฉันแล้วกัน

จดหมายจาก Kei ฉบับที่ 3 -

นี่ Yuu ฉันส่งจดหมายที่ลองทดสอบดูแล้วไปให้ฉันพบเกี่ยวกับตำนานที่ดล่าขานมา ถ้าหาฉันให้ไป ฉันรู้ว่าคุณต้องดูแลมันอย่างดีแน่ ฉันพบเทปอื่นๆ  อีกมากมายแต่ทั้งหมดนั้นเก่ามากแล้ว และบางส่วนนั้นได้รับความเสียหายมาก ตอนนี้ฉันพยายามจะทำให้มันกลับมาใช้ได่ดังเดิม จะส่งให้ทันทีเมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้ค้นหาข้อมูลอีกครั้งเกี่ยวกับตำนาน นิทานพื้นบ้าน และสิ่งเหลือเชื่อในศาสนา นั่นใช่สิ่งทีคุณกับ Mafuyuทำใช้มั้ย ?  มันเป็นโลกที่น่าสนใจมาก แต่ฉันไม่อยากล้วงลึกไปมากกว่านี้ แล้วตอนนี้น้องสาว MAfuyu เป็นยังไงบ้าง ? ชื่อของเธอคือ Miku ใช่มั้ย ? ตอนนี้ฉันกำลังค้นหาทุกที่ที่สามารถหาได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ค้นพบว่า Junsei Takamine เกี่ยวอะไรด้วยกับเรื่องนี้ หรือว่าบางที่เขาอาจจะจากไปแล้ว ? หากมีอะไรก็บอกฉันด้วยหล่ะ ? ตอนนี้สุขภาพของ Mio ไม่ค่อยดี ดังนั้นฉันจึงย้ายเธอเข้าโรงพยาบาล เธอตื่นเพียงครั้งเดียวต่อ 2 วันและเพียง 2 ชั่วโมงต่อครั้งเท่านั้น ฉันคงต้องเร่งหาขู่มูลให้มากกว่านี้

และเธอก็จะขึ้นไปนอนอีกครั้งเมื่อหลับตาลงเธอก็เข้าไปเห็นความฝันของ Miku ...

Miku นั้นเมื่อหลับตาลงก็เข้ามาอยู่ในสถานที่ที่เธอคุ้นเคยมาก่อนนั้นคือ Himuro Mansion เธอเดินไปตามทางเดินและก็พบกล้อง Obscura ตกอยู่จึงเก็บขึ้นมาแล้วเดินไปยังประตูที่เธอเปิดได้ทางซ้ายมือของเธอ แล้วเมื่อสำรวจ

จะเดินกลับออกมาก็มีวิญญาณจะทำร้ายเธอ ดังนั้นMiku จึงต้องสู้กับมัน แล้วเมื่อสู้เสร็จจะได้หน้ากกามา ซึ่ง Miku จะต้องใช้มันเปิดประตูเข้าไปในประตูที่อยู่ตรงพนัง เมื่อเข้าไปได้จะเป็นห้องเลี้ยงปลาที่เธอเคยเข้ามาในHimuro Mansion เมื่อนานนมมาแล้ว และเธอต้องสู้กับวิยญาณสาวที่ทำร้ายเธอ เมื่อทำได้แล้วก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่งซึ่งมีแท่นวงกลมตรงกลาง มีที่หมุน 5 อัน แล้ว Miku ก้เห็นเหตุการณ์ที่ทำกับเด็สาวที่ถูกสังเวยในพิธีกรรมเชือกนั่น ร่างของหญิงสาวนั้นแยกต่อหน้าต่อตา Miku หัว แขนทั้งสอง ขาทั้งสองนั้นขาดออกจากร่าง เมื่อเธอกลับไปมองอีกทีมีเพียงผ้าคลุมสีขาวที่เหมือนห่มปิดอะไรบางอย่างไว้ ในตอนแรกเธอนั้นนึกว่าเป็นร่างของสาวผู้นั้นแต่เมื่อเปิดออก กลับไม่มีอะไร แต่วิญญาณนั้นก็มาอยู่อีกด้านหนึ่งของเธอ และ Miku ต้องสู้กับวิญญาณนั่น เมื่อเสร็จสิ้นเธอจะเดินเข้าไปในประตูอีกบานหนึ่งที่เห็น Mafuyu เดินเข้าไป

แล้ว Rei ก็ตื่นขึ้นกลางดึก แล้วเปิดประตูไปหา Miku ซึ่งตั้งแต่ Miku เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเธอนั้น Rei ไม่เคยก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของ Miku เลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่ครั้งนี้...เธอขอ

เมื่อเธฮเปิดประตูเข้าไปเห็น Miku นั้นตื่นอยู่และเธอก็ ถามว่า Miku เป็นอะไร Miku ได้เพียงแต่ตอบว่า ไม่เป้นไรหรอก Rei แค่ฝันร้ายเท่านั้น และเมือ่สำรวจที่โต๊ะ Rei ก็จะพบรูปของ Miku กับชายคนหนึ่ง ซึ่ง Rei ให้ความเห็นว่า...Miku ในรูปนี้ดูมีความสุขมากเลยดูได้จากรอยยิ้มและผู้ชายที่ยืนข้าง ๆ ก็หน้าดีทีเดียวหรือว่าจะเป็นแฟน แต่ก็ไม่น่าใช่น่าจะเป็นพี่น้องกันมากกว่า...จึงตัดสินใจถาม Miku ว่าคนในภาพคือใคร

และก็ได้คำตอบมาว่า เค้าเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเธอเอง เค้าตายไปนานแล้ว Rei จึงไม่ถามต่อไป...และเดินลงไปข้างล่างในห้องน้ำ เมื่อเธอเข้าไป เธอมองเห็น Yoshino นั้นเดินผ่านไป เมือ่หันไปก็ไม่มีใคร เธอจึงเดินไปทางเดียวกับที่ Yoshino มุ่งไปนั่นคือห้องล้างฟิล์ม และเมื่อเข้าไป Rei ก็เห็น Yoshino นั่งอยู่ที่พื้นและเงยหน้ามองเธอก่อนที่ Rei จะดึงกล้องออกมาถ่ายเก็บไว้

และเธอก็ขึ้นไปนอน ในตอนเช้สนั้นเธอได้รับจดหมายจาก Kei ...

จดหมายจาก Kei ฉบับที่ 4 -

เธอได้ฟังเทปทั้ง 3 อันที่ฉันส่งไปให้รึยัง ฉันต้องการให้คุณฟังก่อนนอน คุณอาจจะไม่เชื่อมันก็ได้ แต่ฉันมีฝันที่เกี่ยวกับบ้านคฤหาสน์นิทรานั่นด้วย ในตอนแรกฉันคิดว่าฉันคงคิดเกี่ยวกับมันมากไปเท่านั้นแต่หลังจากที่ฟังเทปทั้งหมดแล้วและจาก Mio เอง ฉันเริ่มแสดงผลกับที่มันบอกไว้ ในความฝันนั้น ฉันอยู่ในพื้นที่ที่มีหิมะตก ฉันจำไม่ค่อยได้มาก แต่เมื่อเข้าไปในบ้านนั้นฉันเก็บกล้อง Obscura ได้จากที่นั่น ฉันมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับบ้านหลังนั้นเหมือนกับคำที่พิสูจน์หลาย ๆ อย่างแต่มีบางสิ่งที่แปลกไปคือฉันเห็น Mio อยู่ในบ้านนั่นด้วยแบะ Mio ยังไม่ตายหากตำนานของคฤหาสน์นิทราเป็นจริงและหากฉันสามารถปลุกให้ Mio ตื่นจากความฝันนั้นได้บางทีฉันอาจช่วยเธอได้ ถึงแม้มันจะต้องใช้สัญชาตญานนิดหน่อย ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที

เมื่ออ่านเสร็จ Rei จะกลับไปฟังเทพ ซึ่งเนื้อหาก็เกี่ยวกับ Manor of Sleep ที่ Kei กล่าวถึงในจดหมายต่าง ๆ ที่ส่งมาให้ และคำสัมภาษณ์ของคนที่มีการฝันแบบที่ตามตำนานว่าไว้ เมื่อฟังเสร็จ Rei ก็จะนอนและเข้าไปเห้นความฝันของ Kei

Kei นั้นหลบซ่อนผีผู้หญิงที่ไล่ตามล่า Rei อยู่หลังที่กั้นฉากขนาดไม่สูงมาก เมื่อเดินผ่านไปแล้ว Kei ก็รีบวิ่งตาม Mio ที่วิ่งหนีไปและเข้าไปในประตูบานหนึ่ง แต่เมื่อ Kei พยายามที่จะเปิดอกแต่ก็ไม่สำเร็จจำเป็นต้องมีกุญแจเปิด เขาจึงไปหากุญแจนั้นมาแต่ในระหว่างทางนั้นเข้าก็ต้องผ่านห้องหนึ่งซึ่งเหมือนกับเป็นที่อยู่ของหญิงสาว Kri นั้นใช้ความเป็นนักสำรวจเดินทั่วและสำรวจเป็นเฉพาะอย่างยิ่งตรงที่โต๊ะแต่งตัวผู้หญิง ตรงนั้นมีปิ่นสีทองอยู่ด้วย แต่ที่สยองคือ มีผมยาว ๆ สีดำที่โดนตัดแควนอยู่บนผนังนั้นเหนือโต๊ะเครือ่งแป้งเมื่อ Kei กำลังจะไปนั้น เค้าก็ได้ยินเสียงบางอย่างของหญิงสาว ว่า "ฉันรอเธอมานานมาก เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป(<--ประโยค Classic ของ Fatal Frame )  แล้ว Kei ก็ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดก่อนเพราะเขาไม่มีกล้อง Obscura ในตอนนี้และ ต้องเข้าไปอีกห้องนึงและขึ้นบันไดไปก็จะพบกล้อง และเข้าไปอีกห้องนึงแล้วต้องดันตู้ที่ขวางออกเพื่อไปเอากุญแจไปไขประตูที่ Mio เข้าไป เมื่อได้ครบทั้ง 2 อย่างแล้ว Kei ก็จะกลับไปสู้ กับวิญญาณทั้งหลายที่เขาหนีมาทั้งหมด และได้ข้อมูลบางอย่างของหญิงสาวที่พูดว่าจะอยู่กับเขาเพิ่มเติมด้วย (จะบอกใน Part 2เพิ่มเติมคะ) แล้ว Kei ก็จะเห็น Mio นั่งอยู่ในห้องขังอันนึง ซึ่งเค้าไม่มีกุญแจอีก ก็ต้องตามหากันต่อไป เมื่อได้มาก็จะเอาไปไขและพบว่า Mio นั้นไม่อยู่เสียแล้ว เค้าจึงออกไปจากห้องแต่ก็เหลือบไปเห็นผีเสื้อสีแดงเข้า จึงเดินตามลงบันไดไปซึ่งต้องแก้ปริศนาตรงนี้ด้วย แล้วเมือ่เข้าไปก็จะวิ่งตาม Mio ไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หนึ่ง ซึ่ก็คือ โบสถ์เชือก เมือ่ kei พยายามเปิดประตูนั่นอีกทีเขาก็ไม่สามารถเปิดได้ จึงตัดสินใจที่จะไปหาทางอื่น แต่ประตูก็เปิดไม่ได้อีก(เวร) แล้ว Kusabi ก็ออกมา ซึ่ง Kei ต้องกำจัดมัน ซึ่งแปลกมากหะทุกท่านหากใครเล่นจะทราบดี เมื่อKusabi จับ Kei ได้แล้วเนี่ยชอบมาไซ้ตามขอ (เป็นเกย์ป่าวพี่ !!!!!) ผีสาวก็ชอบมารุมกอด(อะไรกันนักกันหนา) แล้วผีสาวโชว์นมมีรอยสักทั้งตัวนั่นก็ชอบพูดว่า "เราจะอยู่ด้วยกัน เธอไปของฉัน ฉันรักเธอ" แต่มือเธอนี่จะบีบคอฉันนะ ! รักจริงต้องไม่ฆ่ากรู~ ซิฟร่ะ อีบ้า ไปลองดูได้ และ Kei ก็กลับออกมาทางเดิมและเดินไปตามทางเรื่อย ๆ ก่อนจะไปเปิดประตูที่ Rei พยายามจะเปิดมานานแสนนาน...

แล้ว Rei ก็ตื่นอีกครั้งคะ... คราวนี้เมื่อตื่นแล้วเธอจะไปเล่นกับ Ruri (แมว) แล้วก็จะเป็นฉากอาบน้ำ ซึ่งยังไม่มีรอยสักขึ้นตรงหลัง

และชีก็จะนอนอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะฝันเห็นนู่นนี่ ต้องไปหาตุ๊กตาทั้งหมด 4 ที่ด้วยกันเพื่อไปเปิดห้อง ๆ หนึ่ง(ก็ไม่มีไรมากตรงนี้)

ตื่นมาก็อาบน้ำ ซึ่งตอนอาบน้ำนั้นเราจะเห็นได้ว่าหลังของเธอนั้นมีรอยสักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จบ Part 1

ความจริงแล้วขีเกียวจพิพม์ต่อ แต่แน่นอนว่าอันต่อไปที่เป็น Part 2 เนื้อเรื่องมันส์กว่านี้อีกเยอะ และข้อมูลสำคัญจะตามมาคะ (ปริศนาเริ่มถูกเปิดเผยแล้วคะ !)

Fatal Frame Based on a True Story (part 2)

posted on 06 Mar 2009 11:20 by 8i8-nobara-8i8  in GAMES

 

Fatal Frame

Based On A True Story

 

 กลับมาอีกครั้งของPart 2 แบบวันต่อวันเลยคะ(ว่างมากหะ ช่วงนี้ไม่มีไรทำ) อีกอย่างเล่นมานานมากแล้วกลัวลืมคะ เลยต้องรีบถ่ายข้อมูลลงBlog และอีกประการที่สำคัญคือ Memory ในมือถือมันเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว ! ดันเอาไป Save ข้อมูลจาก Fatal Frame ทั้ง 3 ภาคแบบกระหน่ำ (อย่าหาว่าบ้านะคะ save เอาไปอ่านในงานศพคุณปู่ ก็แบบว่ากว่าจะสวดก็ปาไป 1 ทุ่มกว่า ๆ อ่ะ ไปรอตั้งแต่ 5 โมง!) ลงBlog ภาคไหนเสร็จก็ลบทิ้งหะ (^o^) ไม่พล่ามต่อแล้ว ไปUpdate ข้อมูลกันต่อหะ (^-^)...

หลังจากที่ Mafuyu พี่ชายของ Miku เข้าไปตามหาเพื่อนสุดแก่ Junsei Takamine ก็หายตัวไปอีกหลายวัน Miku จึงออกตามหาพี่ชายของเธอ โดยรู้ว่าพี่ต้องไปที่Himuro Mansion แน่นอน จากการที่แอบไปเจือกดูเรื่องที่พี่เข้าทำงานอยู่ หรือติดต่อกับใครบ้างที่บ้านตัวเอง

(Himuro Mansion)

เมื่อมาถึง Miku (ชีก็มี Sixth Sense เหมือนกัน) รู้สึกไม่ค่อยดีเกี่ยวกับMansion แต่ก็ต้องตามหาพี่ชายที่แต่งตัวเหมือน Otaku ให้เจอให้ได้ แล้วตรงระหว่างทางเดินของบ้านนั้นก็พบกับ กล้องObscura ที่ Mafuyu ทำตกไว้หน้ากระจกระหว่างทางเดิน เมื่อ Miku เก็บขึ้นมาก็เห็นภาพที่เกิดกับพี่ชายก่อนที่จะหายตัวไป (ก็ฉากผีพันมือนั้นแหละคะ) เมือ่รู้ดังนั้นชีก็เลยรีบตามหาทันที และก็เดินสำรวจบ้านไป โดยแต่ละที่นั้นMiku ได้พบกับหน้ากาก ภาพแปลก ๆ เต็มบ้านไปหมด โดยการเล่นตัว Miku นี้จะต้องเล่นให้ครบ 4 วันที่อยู่ในHimuro Mansion คะ ทั้ง 4 วันนั้นจะเป็นการตามหา Mafuyu แหละคะ แต่ก็มีเหตุการณ์เด็ด ๆ ของแต่ละวันดังนี้...

วันที่ 1 - เมื่อ Miku เข้าไปในบ้านก็ ได้เห็นวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่ง(ซึ่งก็คือ Koji Ogata) เธอก็เดินตามวิญญาณนั่นไป จนไปถึงห้องหนึ่งเธอเดินเข้าไปใกล้ระตูตู้นั้นแล้วเปิดออก แล้วพบกับภาพถ่ายของ Ogata ที่ยืนตรงอยู่(คาดว่า Tomoe เป็นคนถ่าย แล้วมีรูปเชือก ๆ รอบคอ แขนและเท้าของOgata) และก็เห็นเหตุการณ์ก่อนตายของ Ogata นั่นคือ Ogata นั้นวิ่งหนีจากอะไรบางอย่างแล้วเข้ามาซ่อนอยู่ในต฿เสื้อผ้า(แบบญี่ปุ่นนะหะ ที่เป็นแบบเลื่อน ๆ ) แต่ก็แง้มรูไว้นิดนึงเหมือนกัน Ogata นั้นกระหืดกระหอบมาก แต่เมื่อผ่านไปแป๊บนึงเค้าก็ไม่เห็นอะไร ก็ตั้งใจจะออกจากที่ตรงนั้นแต่แล้ว วิญญาณผีสาวที่เอาตัว Mafuyu ไปก็มาอยู่ในห้อง เค้ารีบปิดประตูตู้นั้นด้วยความเบาที่สุด และคิดว่ารอดแล้ว แต่สุดท้ายผีเจ้า ก็หาOgataพบและก็เอามือเป็นพัน ๆ มือมาคว้าร่างของ Ogata ไป He Death ในที่สุดคะ

หลังจากเห็นเหตุการณ์นั้น Miku ตกใจเป็นอย่างมากว่าผีนั่นเป็นอะไรกันแน่ (เพราะว่ามันไม่ใช่ผีธรรมดาแน่นอน)

แล้ววิญญาณของ Ogata  ก็ปรากฎตัวด้านหลังของ Miku ซึ่ง Miku จะต้องสู้กับวิญญาณของเค้า เมือ่สู้เสร็จก็จะทำให้เราได้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็คของ Junsei นักเขียนชื่อดังที่หายตัวไปและข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับ 3 คนที่กล่าวไปแล้วใน Part 1 คะ

หลังจากนั้นเธอก็หาทางไปพบ Mafuyu ให้ได้โดยผ่านไปทางที่เลี้ยงปลา ก็พบวิญญาณของTomoe ที่ตายไป

Tomoebio.png picture by Moony-89

(Tomoe)

และเราต้องสู้กับเธอแล้วไปอยู่ตรงสวน(ควรจะเรียกว่าสุสานมากกว่า) ผ่านไปเรื่อย ๆ จนถึงเหมือนศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่เอาไว้ทำพิธีของพวกนักบวชชินโต เมื่อเข้าไปแล้วก็พบรูปปั้นบางอย่าง 5 อัน (ที่เป็นรูปพระพุทธรูปของศาสนาชินโตเค้า) ก็สำรวจดู แต่ดูแล้วเหมือนขาดไปตัวนึงชีเลยต้องออกไปจากตัวศาลเจ้า แล้วตามหา

(*บางตอนนั้น Jinsn ขอข้ามนะคะเพราะไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนแน่นอน คือ..ว่าง่าย ๆ ไม่ได้เล่นโดยใช้คู่มือเฉลยเกมอย่างภาค 2 คะ แต่ที่สำคัญ Jinsn ไม่เคยใช้สูตรโกงเล่น เพราะถ้าทำอย่างงั้นแล้วอรรถรสในการเล่นจะเหลือ 0 คะ พลังเต็มแล้วจะมันส์ได้ไง ของอย่างงี้มันต้องลุ้น ดวง คะ! แต่จะไม่ข้ามเนื้อเรื่องอย่างละเอียดที่ต้องเก็บ Files ข้อมูลต่าง ๆ ถึงจะรู้เรื่องทั้งหมดอย่างแน่นอนคะ)

และก็จะมีบันทึกที่Tomoe เก็บไว้ได้แล้วตกตามที่ต่าง ๆ อย่าง...

พิธีกรรมลับของตระกูลHimuro

พิธีกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งธรรมดาได้ผ่านเข้ามาทำในที่แห่งนี้ของตระกูลHimuro  โดยมากทั้งหมดนั้นหายไป และสิ่งที่เหลือที่เรามีอยู่เท่านั้นคือรายงานที่บันทึกเกี่ยวกับพิธีกรรมในตำนาน เป็นการยากมากที่ประวัติศาสตร์ของตะวันออกจะกลับมาอีกครั้ง นี่อาจเป็นเพราะสมาชิกในตระกูลHimuroนั้นได้ตายไปหมดแล้วและผู้ที่สนิทชิดเชื้อกับตระกูลHimuroนั้นก็ปิดปากเงียบไม่พูดถึงพิธีกรรมนั้น 1 ในพิธีกรรมที่เหมือน ๆ กันนั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม นั้นเป็นไปอย่างปริศนา ผู้คนที่อาศัยใกล้ๆ  นั้นก็เข้าไปอยู่ใน Mansionในวันเดียวกัน และถึงแม้ตอนนี้ มันเป็นการหวนคิดถึงโชคร้ายเพื่อหนีจากหน้าต่างที่เปิดในวันนั้น ฉันสามารถสมมุติได้ว่านี่เป็นกฎธรรมชาติของพิธีกรรมแต่ควมจริงที่เหลือทิ้งไว้นั้นไม่มีใครรู้

ตำนานของกระจกศักดิ์สิทธิ์(กระจกของ5เทพ)

กระจกศักดิ์สิทธิ์ถูกวางไว้บนแท่นทั้ง 5 ในบริเวณนี้ และโดยมากนั้นรู้จักโดยทั่วไปในนามของ "กระจกของ5เทพ" ตามตำนานบอกไว้ว่า 5เทพนั้นก่อนที่จะจากผืนดินนี้ไป ได้สร้างกระจกไว้เปรีบเสมือนเครื่องปกป้องหมู่บ้าน บางตำนานอื่น ๆ ก็เกี่ยวข้องกับกระจก ตมเรื่องนั้นกระจกทั้ง 5 ต้องใช้ด้วยกันในพิธีกรรมเพื่อสงบภัยพิบัติครั้งใหญ่ (นี่ไม่แน่ว่าเป็นภัยพิบัติหรือเปล่าไม่มีใครรู้)

นี่ไม่มีใครรู้ว่าพิธีกรรมนั้นกล่าวถึงความสัมพันธ์กับอะไรที่จัดขึ้นโดยตระกูลHimuro แต่ที่แน่ ๆ คือ มีความเกี่ยวข้องกับกระจกแน่นอน อย่างไรก็ตามเรื่องจริงของกระจกศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฎอยู่นั้น ว่ากระจกบานหนึ่งนั้นไม่ได้ถูกยืนยันแน่ชัดและไม่มีใครรู้ว่าตำนานใดที่เป็นเรื่องจริงแท้

ข่าว

แผ่นดินไหวในวันต่อมาได้ทำลายกระจกทั้ง5(กระจกศักดิ์สิทธิ์) ที่ถูกเก็บไว้นานนับศตวรรษในแท่นบูชาทั้ง5กระจกทั้ง5นั้นเปรีบเสมือนทพทั้ง5ที่คอยปกป้องแผ่นดินแถบบริเวณนี้ สิ่งที่รู้โดยทั่วกันของ5เทพนั้น ได้ถูกครอบครองมานานกว่า 10 ปีเมื่อกระจกทั้ง5นั้นมาประกอบครบสมบูรณ์บนแท่นหิน นักบวชของแทนบูชานนั้นได้แต่ภาวนาว่ามันจะไม่ใช่ลางร้าย

ไม่มีข้อมูลใดปรากฎไว้ในประวัติศาสตร์ที่ประตูในชั้นใต้ดินของMansion ตระกูลHimuroนั้นได้รับหน้าที่ดูแลปกป้องประตูนั้นและพวกเขาก็ได้สร้างแท่นบนที่ดินและจัดทำพิธีที่เรียกว่าพิธีบูชาด้วยเชือก เรานั้นต้องสกัดกั้นภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นด้วยทุกสิ่งที่ขายได้และนี่คือหน้าที่ของตระกูลHimuro

กระจกนั้นคุ้มครองโดย 5 เทพที่คอยสกัดกั้นภัยพิบัติเมื่อประตูนรกเปิดออก ตรงหน้าหินที่เป็นกระจก ที่อยู่ตรงหน้านั้นแล้ว และชี้กระจกนั้นให้ตรงกับประตู และปิดมันด้วยสาวบริสุทธิ์ที่ใช้เป็นเครื่องบูชาปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องนั้นต้องเป็นปัจจุบันเป็นจริงเพื่อให้พิธีกรรมนั้นเสร็จสิ้นด้วยดี

เมื่อหาได้แล้วก็จะต้องนำไปวางไว้บนแท่นบูชา แต่ประตูก็เกิดล็อกต้องหากุญแจที่อยู่ตรงเสาอันใหญ่หน้าศาลเจ้าแล้วเปิดเข้าไป  แต่เมื่อเข้าไปMiku จะรู้สึกแปลก ๆ แล้วก็มองไปบนเพดานของศาลเจ้าก็พบ

Takaminebio.png picture by Moony-89

ร่างของ Junsei นั้นถูกขึงด้วยเชือกมากมายแล้วก็ตกลงมาตรงหน้าของMiku แล้วเราก็ต้องสูกับผีJunseiคะ เมื่อสู้เสร็จจากนั้นเรียงให้ตรงตำแหน่งตามที่กำหนด ก็จะปลดล็อกตรงแทนที่บูชาได้ แล้วได้ของ Key Item มา(คาดว่า) แต่แล้วก่อนจะออกไปนั้นวิญญาณของผีสาวพันมือก็ไล่ตามMiku เธอจึงรีบวิ่งหนีออกประตูไปแล้วก็เห็นภาพพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในที่แห่งนั้น แล้วเธอก็สลบไป

วันที่ 2 - เธอก็ฟื้นขึ้นมาและพบว่านอนอยู่ในห้องตุ๊กตา และก็เดินไปสำรวจแถวสนามกว้าง ๆ ของ Himuro Mansion(คนละที่กับสุสาน แต่ก็ใกล้เคียงกัน) เมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องสำรวจและเอาแผ่นไม้รูป 8 เหลี่ยมไปเปิดประตูนู่นนี่ และต้องกลับไปเอาที่เปิดประตูแผ่นไม้ 8 เหลี่ยมนี่อีก ที่สุสาน ก็จะเห็นมือออกมาจากบ่อน้ำ miku ก็จะรีบเดินเข้าไปเก็บและก็ถ่ายรูปมือผีนั่นไว้ และพยายามดันฝาเมือ่ดันฝาออกก็จะพบว่าไม่มีอะไร แต่เมื่อจะเดินจากไป ก็มีเสียงของเด็กที่ดูเหมือนจะตกลงไปในบ่อน้ำนั้น เด็กผีก็ออกมา

Wellgirlbio.png picture by Moony-89

(เด็กผีที่ว่า)

Miku ต้องสู้กับเธอ หลังจากนั้นเธอก็สามารถเปิดประตูบานใหญ่ที่ไม่สามารถเปิดออกได้ในตอนแรกและก็พบว่ามันเป็นเหมือนทางลงไปใต้ดิน โดยต้องไต่ลงบันไดลิงลงไปเรื่อย ๆ จนถึงชั้นล่างสุดก็พบว่ามีประตูบานใหญ่อีกบานและก็เห็นวิญญาณของ Ryozo ที่เอาหน้ากากอะไรบางอย่างนั้นใส่ลงไปตรงแท่นข้องแล้วพอเค้าจะเดินไปเปิดประตูก็โดนมือพีนมือดึงหายเข้าไป Miku จึงเดินเข้าไปสำรวจตรงแทนที่ Ryozo นั้นวางอะไรบางอย่างและดูเหมือนจะเป็นหน้ากากอะไรสักอย่างที่ใช้ในพิธีกรรม Miku จึงต้องหาหน้ากากนั่นเพื่อเปิดประตูบานใหญ่นี่ ที่Ryozo พูดว่าป็นประตูนรก เธอกลับไปทางเดิมที่เข้ามาในบ้านและก้เอาหน้ากากที่เก็บได้ระหว่างที่เดินผ่านห้องต่างๆ  มา แล้วใส่ลงหน้าประตูแล้วประตูบานนั้นก็สามารถผลักไปอีกด้านหนึ่งและเราจะพบว่า มีประตูกลมากมายในห้องแห่งนี้ที่เชื่อไปยังส่วนต่างๆ  ของบ้าน แต่Miku ก็เข้าไปในห้องหนึ่งและก็ไปใส่หน้ากากต่าง ๆ ที่เธอหามาได้ลงบนแท่นกลางห้อง และรอบ  ๆ นั้นก็มี หน้ากากมากมาย แต่แล้วเธอก็เห็นอะไรบางอย่างตรงหน้ากกากอันหนึ่งจึงมองผ่านลงไปในตรงที่เป็นรูที่เจาะตาตรงหน้ากาก และเห็นภาพเหตุการณ์ดังนี้

เป็นภาพการทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง(ตามที่ Mikuรู้ แต่Jinsnรู้และจะบอกให้ท่านผู้อ่านทุกท่านทราบข้างล่างคะ) มีนักบวชมาก ๆ ยืนดูพิธีกรรมนั้น(ก็ไม่มากเท่าไรนัก ประมาณ 4-6 คนได้รวมที่จับผู้หญิงที่ถูกทำพิธีด้วยอีก 2คน) และมีHead Master of Himuro Family หรือที่เรารู้คือหัวหน้าครอบครัว Himuro (ซึ่งเค้าเป็นคนสุดท้ายของตระกูลHimuroที่ต้องทำพิธีกรรมสืบทอดต่อ ๆ จากรุ่นปู่ เนื่องจากไม่มีผู้ชายสืบทอดต่อ) นั้นถืออะไรบางอย่างในมือเหมือนหน้ากาก แต่หน้ากากนั้นมีลิ้มสองอันตรงช่องที่เจาะเป็นตาไว้ เมื่อพูดสวดไรบางอย่างเสร็จหัวหน้าHimuro นั่ก็เอาหน้ากากอันนั้นใส่ปิดตาของผู้หญิง ซึ่ง..อานาะ..ไอ้ลิ่มนั่นก็ทิ่มตาผู้หญิงตาบอด(ขอนิดส์...ตอนJinsnเล่นนี่รู้กทนไม่ได้จริง ๆ แบบว่า(ต้องเห็นเองแล้วจะรู้ถึงความรู้สึกแบบเอิ่มพูดไม่ถูกแต่ทนไม่ได้ ต้องหยุดเล่นไป ไปเล่นอีกวันหนึ่ง) โหดจริง ๆ พิธีกรรมในภาคนี้แต่ละอย่าง Hurt ใจคนเล่น แบบตอนเสียบนี่ ทำภาพให้เหมือนเราเป็นผู้หญิงคนนั้น โดนเสียบลูกตาจริง ๆ :S ) แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บ เมื่อMiku เห็นอย่างงั้นก็ตกใจมาก ดันปัดมือไปโดนหน้ากากนั่นหล่นห้อยไปข้างหนึ่งจนเกิดเสียง ไอ้พวกที่ทำพิธีผู้หญิงนั่นก็หันไปตรงที่เกิดเสียงกันหมด หลังจากนั้นก็มีวิญญาณผีสาวที่โดนทำให้ตาบอดออกมา แต่ว่าไม่มีหน้ากากปิดตา (นึกถึงภาพนาง12 โดนควักลูกตาแล้วมีเลือดออกมาตรงตา อย่างงั้นเลยคะ เปลี่ยเป็นชุดยูคาตะ แล้วเหมือนมันขาด แล้วแขนเสื้อข้างหนึ่งตกออกจากไหล่ ทำให้เกือบเห็นน่ม น้มของชีเต็ม ๆ) และเมื่อสูเสร็จก็จะเปิดประตูเข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งเป็นลานกว้าง ๆ มี ศิลาขนาดใหญ่อันหนึ่งตรงกลาง และเราก็จะเห็นวิญญาณนักบวช แล้วเขาก็หายไป แล้วMiku ต้องเดินผ่านตรงนั้นไป ไปโผล่ในห้องที่เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 อัน ยืนอยู่ด้านละสอง แล้วก็จะได้หน้ากากที่ใช้เปิดประตูนรกนั่นเข้าไป

อธิบายต่อว่าพิธีกรรมที่ผู้หญิงคนนั้นเจอคืออะไร...

พิธีกรรมหน้ากาก และความหมายของมัน

ในพิธีกรรมต่าง ๆ ของ Himuro นั้น การเล่นหน้ากาก(หรือประมาณ Kabuki นั่นแหละคะ)มีบทบาทสำคัญมาก 1 ในผู้เล่นนั้นจะมีชื่อเรียกว่า หน้ากากตาบอด (the Blinding Mask)ที่ต้องถูกทำพิธีกรรมซ่อนหา(Demon Tag) ลิ่มสองอันนั้นจะทิ่มผ่านเข้าไปในลูกตาของหน้ากากตาบอด และนี่จะใช้ในการทำพิธีนี้เหมือนกับการปิดตา ตำนานที่ว่านี้จะดำเนินต่อไป เมื่อปีศาจนั้นถูกปิดตา และเปิดประตูเข้าไปในลานบูชาเชือก และนี่หมายความว่าหน้ากากตาบอดนั่นเป็นกุญแจไขเข้าไปสู่ลานบูชาเชือก(หรือเปิดประตูนรกที่ Mikuต้องการจะเปิด)

หน้ากากที่สะท้อนความรู้สึก

หน้ากากนี้จะถูกสวมใส่โดยหัวหน้าครอบครัว Himuro และเราเรียกหน้ากากนั้นว่า "หน้ากากสะท้อนความรู้สึก" จากตำนานเล่าขานว่า หน้ากากนี้จะเป็นหน้าของเทวดาหรือปีศาจก็ได้ ถ้ามองถึงความหมายลึกซึ้งลงไปอีกก็จะมีความหมายว่าหน้ากากจะเป็นรูปใดนั้นจะเป็นตัวบ่งบอกว่าผู้สวมใสมีความรู้สึกอย่างไร (เช่น ของหวัหน้า Himuro นั่เป็นรูปปิศาจ อาจแสดงว่ามีอารมร์โกรธ ฉุนเฉียว ใจร้อน อะไรประมาณนี้คะ) ใน Himuro Mansion นั้นมีห้องสำหรับหน้ากาก ซึ่งเป็นที่ ๆ เก็บหน้ากากต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำพิธีกรรมมากมายเอาไว้ และหน้ากากของที่สะท้อนความรู้สึกที่เป็นรูปปิศาจนั้นเป็นกุญแจไขเข้าไปสู่ห้องหน้ากาก จากรายงานที่บันทึกได้บอกว่าเมือ่หน้ากากที่หัวหน้า Himuroใส่จะเปลี่ยนเป็นหน้ากากปีศาจในพิธีกรรมครั้งสุดท้ายที่ต้องทำ

หน้ากากและความสำคัญของพิธีกรรม

พิธีกรรมทำให้ตาบอดและพิธีกรรมซ่อนหาจะจัดทำขึ้นโดยหัวหน้าตระกูลHimuro หัวหน้านั้นจะสวมหน้ากากเมื่อทำพิธีกรรม นี่จะเป็นการทำให้ไม่ให้หยิงสาวที่โดนสังเวยนั้นไม่จองล้างจองผลาญจองเวรจองกรรมกับผู้ทำพิธี (ก็เหมือนกับสมัยก่อนที่เพชฆาตนั้นทำการประหารนักโทษ แล้วให้นักโทษปิดตาคะ) ผู้ที่เข้าร่วมพิธีกรรมนั้นทั้งหมดเป็นคนของตระกูลHimuroทั้งสิ้น ดังนั้นนั่นหมายความว่าคนที่ทำพิธีและคนที่ถูกสังเวยนั้นต้องเป็นคนในตระกูลเดียวกัน จากทฤษฎีของผู้บันทึกนั้นได้บอกว่าหน้ากากที่หญิงสาวโดนสังเวยนั้นจะถูกส่งต่อไปยังครอบครัวของเธอ ซึ่งหน้ากากนั้นจะผ่านออกจากตาของปีศาจในพิธีกรรมทำให้ตาบอด ซึ่งอาจจะมีความหมายเดียวกับพิธีกรรมที่ทำกับเด็กสาวนั่นเช่นกัน

แต่ก่อนที่ Miku จะเปิดเข้าไปในประตูนั้นก้มีเยงอะไรบางอย่างดังมาจากข้างหลังนั่นก็คือเสียงของวิญญาณสาวที่โดนทำให้ตาบอดนั่นเอง และเมื่อสู้กับเธอเสร็จ Miku จะสามารถเปิดประตูนั่นได้เมื่อเข้าไปเธอก็พบกับสพของคนที่ตายไปแล้วนานนม เธอเลือกที่จะเดินผ่านไปและเมือ่เดินไปได้สักพัก ผู้บังคับ Miku ในเกมก็จำเป็นต้องพาเธอวิ่งหนีออกจากที่ตรงนั้นไปตามทางลาดลงไปเรื่อยๆ  แล้วเมื่อหนีพ้นก็จะเข้าไปอยู่ในที่ที่แห่งหนึ่งเหมือนเป็นทางเข้าถ้ำแต่ตันแล้ว Miku ก็จะเห็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ นั่นคือ มีคนมากมายวิ่งหนีออกมาจากอุโมงค์ที่ไหนสักแห่งและก็มีคนล้มตายตรงที่เธอผ่านมา เมื่อเห็นภาพเหล่านั้น Miku ก็จะเดินกลับไปทางเดิมและจะต้องสู้กับวิญญาณชาวบ้านที่เข้ามาตายในที่แห่งนี้และออกจากประตูนั่นไป

พิธีกรรมประหลาด

ในวันที่ 13 ของเดือน 12 หญิงสาวจะถูกตัดจากโลกภายนอกเป็นเวลานานถึง 3669 วันซึ่ต้องพลีชีพของตนส่วนหนึ่งเพื่อเป็นพลังอำนาจให้แก่เชือก

พีธีกรรมปีศาจตาบอด

ในวันที่ 28 ของเดือน 11 ก่อนที่จะทำการทำพิธีกรรมประหลาดนั่น 10 ปีถัดมา จะต้องเลือกหญิงสาวที่มีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ หญิงสาวนั้นต้องมีอายุผ่าน 7 ปี 9 เดือน 25 วัน

ภัยพิบัติ

ในปี 1677 วันที่13 ของเดือน 12นั้นการทำพิธีกรรมแปลกๆนั้นล้มเหลวและทำให้เกิดภัยพิบัติ จิตใจที่อาฆาตนั้นหนีไปได้และวิยญาณอีก 1347ดวงนั้นหายไป

วันที่ 3 - ก็ไปฟื้นที่ห้องตุ๊กตาตามเดิมแต่ครั้งนี้Miku จะต้องหาทางลงไปช่วย Mafuyu ข้างล่างชั้นใต้ดิน ดดยต้องหาทางลงทางอื่น ในระหว่างนั้นเองMikuก็ต้องตามหาแผ่นหินขนาดเล้กจากสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งพวกนักบวชทั้งหลายเก็บไว้ มีทั้งหมด 4 อัน อันแรกนั้นหาได้จากที่ ๆ เป็นรูปปั้นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 4 องค์ โดยต้องเอาเชือกที่เก็บมาได้ระหว่างทางนั้นไปใช้ โดยเมื่อบังคับMiku ให้เดินเข้าไปกดตรงแทนแล้วจะเป็นภาพเหตุการณ์ที่ว่า มีเชือกรัดอยู่รอบคอพระพุทธรูปเป็นอย่างงี้ทั้งหมด 4 องค์และMiku จะต้องสู้กับวิญญาณนักบวช เมื่อได้แผ่นหินนั่นแล้วก็ต้องเอาไปใส่ในช่องที่อยู่ตรงแทนตรงกลาง แล้วเลือกอัษรบาลีตามที่เราเห็นจากภาพที่ปรากฎหลังจากสู้กับวิญญาณนักบวชนี้แล้วและเมื่อสู้เสีจแต่ละคนนั้นจะทิ้งบันทึกไว้ ทำอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ จนครบ 4 อันโดยเราจะต้องสู้กับ

Miyukibio.png picture by Moony-89

(Yae)

วิญญาณของ Yae ด้วย (^_^) นอกนั้นก็เป็นวิญญาณของนักบวชทั้งหลาย) และก็

Lhbio.png picture by Moony-89

(หัวหน้าผู้ฟั่นเฟือนและหน้ากากปีศาจที่ใส่ในพิธีกรรมครั้งสุดท้าย)

หัวหน้าผู้ทำพิธีกรรมของตระกูลHimuro ซึ่งเราจะทราบว่าเขานั้นเป็นคนที่ฆ่าคนอื่น ๆ ที่รอดชีวิตไปได้จากการล่มของถ้ำที่เกิดจากแผ่นดินไหว เนื่องจากเค้านั้นสติฟั่นเฟือนไปไล่ฆ่าทุกคนสุดท้ายก็ฆ่าตัวตายตามในภายหลัง

เมื่อวางทั้งหมดเสร็จแล้วแท่นบูชาตรงกลางนั้นจะเลื่อนออกเห็นทางลงไปข้างล่าง โดยแท่นที่ว่านี่คือ ที่บูชาพระจันทร์ ข้อมูลก็มีดังนี้คะ...

แท่นบูชาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องในHimuro Mansionนั้นมีชื่อเรียกว่า แท่นบูชาดวงจันทร์ จะเป็นที่ใส่ตัวหญิงสาวที่ถูกสังเวยลงไปในนี้ ภายในแท่นบูชาดวงจันทร์นั้นจะมีบ่อน้ำที่ว่างเปล่าเรียกว่า บ่อน้ำพระจันทร์ และแสงของดวงจันทร์จะส่องถึงข้างล่างในคืนที่มีพิธีกรรม โดยหญิงที่ถูกทำบูชาด้วยเชือกนั้นจะต้องทำให้ตัวของเธอเองนั้นสะอาดด้วยบ่อน้ำที่อยู่ข้างล่างที่แสงจันทร์สามารถส่องถึงลงไปข้างล่าง ก้นของบ่อน้ำนั้นเชื่อมต่อไปถึงชั้นใต้ดิน และนี่เป็นทางเดียวที่หญิงสาวนั้นจะสามารถไปยังชั้นใต้ดินได้จากตำนานดังกล่าวที่ว่า หญิงคนแรกที่โดนสังเวยด้วยเชือกนั้นถูกซ่อนในแท่นบูชาดวงจันทร์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครหรือรายงานใด ๆ พบข้างในนั้น จากผู้บันทึก(คือ Ryozo นั่นแหละ เป็นใครอื่นไม่ได้แล้ว) คาดว่าที่ที่หญิงคนแรกสังเวย(ตายแล้ว)นั้นได้ตั้งอยู่ที่นั่นด้วย

ปริศนาของตู้และบ่อน้ำพระจันทร์

จากการบันทึกของRyozoนั้นได้บอกว่า บ่อน้ำพระจันทร์นั้นอยู่ในแท่นบูชาดวงจันทร์โดยถูซ่อนด้วยกลไกบสงอย่างของเครื่องจักรโดยตู้นั้นจะเลื่อนเปิดปิดประตูซึ่งเป็นทางเข้าไปยังบ่อน้ำพระจันทร์เมื่อถึงเวลาแล้วปกติที่ต้องทำพิธี แต่Ryozoไม่ทราบว่าสิ่งนี้จะทำได้อย่างไรให้แบบว่าเปิดปิด แต่มีเพียงคำบอกกล่าวอธิบายไว้เพียงว่าจะต้องรวบรวมสัญลักษณ์จากเชือกทั้ง 4, ที่ดึง และโชว์สัญลักษณ์ของหัวหน้าตระกูลHimuro ดังนนั้นนั่หมายความว่าการที่จะเปิดสิ่งนี้ออกได้จะต้องได้สัญลักษณ์ทั้ง 4 จากนักบวชที่ทำพิธีทั้ง 4 คนในพิธีกรรมสังเวยด้วยเชือกและตราสัญลักษณ์ของหัวหน้าตระกูลHimuro อย่างไรก็ตามตระกูล Himuroนั้นก็ไม่มีอยู่แล้วจึงไม่มีทางรู้ว่าสัญลักษณ์หรือตราของหัวหน้าตระกูลเป็นอย่างไร

เมื่อลงไปข้างล่างแล้วMikuจะสำรวจภายในห้องนั้นและพบว่าที่ตรงนั้นมีร่างของหญิงสาวคนแรกที่ถูกสังเวยด้วยเชือกอยู่ซึ่งมีแต่ร่าง(body)ไม่มีหัว ไม่มีแขน ไม่มีขานะคะ แล้วเมื่อจะเปิดประตูอีกฝั่งไป Miku ได้ยินเสียงบางอย่างจึงหันไปดูและพบวิญญาณของผู้หญิงที่จับพี่ชายเธอไปจึงรีบปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำนั่น มีการแบบว่าก้าวพลาดด้วยเกือบดดนผีจับแล้วแต่ก็ได้วิญญาณของ

White_Kimono_bio.jpg picture by Moony-89

(เด็กผู้หญิงที่ว่า)

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งจะคอยช่วยMikuตลอดเวลา

แล้วMikuก็จะไปตามหาของบางอย่างเพื่อกลับมาเปิดประตู โดยจะเข้าไปในห้องที่มี...เรียกว่ากู่เจิ้ง(ได้มั้ง) แล้วMikuก็จะพบภาพที่Yaeถ่ายได้แต่ซ่อนไม่ให้Mikotoเห็น แล้วMikuก็จะดีดกู่เจิ้งที่ว่าอะนะคะ แล้วประตูตู้ที่ปิดตายก็จะเปิดออก ก่อนที่Mikuจะไปยังบ่อน้ำอีกครั้งนั้นเธอได้ขึ้นไปเปิดประตูที่ห้องหนึ่งแล้วก็พบว่ามันเป็นห้องที่ใช้สำหรับกักตัวหญิงสาวที่กำลังจะถูกสังเวย และที่นั่นเอง Mikuก็พบกับบันทึกของ Kirie หญิงสาวผู้ถูกสังเวยดดยจากบันทึกเธอนั้นมีดังนี้...

เมื่อKirie นั้นมองออกไปข้างนอกหน้าต่างจากห้องที่เธอใช้อยู่ ซึ่พวกนักบวชสั่งให้เธอนั้นอยู่ก่อนเข้าพิธี เธอได้เห็นใครบางคนเดินอยู่ในสวน เขาดูไม่สงสัยอะไรฉัน เขาเดินรอบ ๆ สวนนั่นเรื่อย ๆ และจ้องมองไปยังต้นไม่และเนินเขา อีกวนต่อมาKirieเห็นเขาอีกครั้งเดินอยู่ในสวน และเขาก็มองKirieและโบกมือให้ เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่นั้นทำให้เธอรู้สึกหน้าแดงและรีบหลบหน้าเขา เมื่อKirieบอกเรื่องนี้ให้หัวหน้านักบวชทราบ เขารู้สึกแปลกใจ เขาเพียงแต่บอกว่าอย่ามองออกไปข้างนอกหน้าต่างนั้นอีก

และอีกวันหนึ่งKirieนั้นเดินเล่นข้างนอกและระหว่างที่เดินอยู่ในทางเดินบ้านเองนั้น เขาก็ออกมาจากห้องรับแขก และนี่เป็นครั้งแรกที่Kirie ได้คุยกับคนภายนอกตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้านนี้ ทั้งสองคุยสนุกกันมาก เขามาหาKirie และก็ชวนออกจากห้องและก็ออกไปข้างนอก เขาสอนชื่อดอกไม้ต่าง ๆ ให้กับKirie มากมาย ทุกอย่างทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับKirie และวันนี้เธอก็รู้สึกหน้าแดงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้Kirieไม่ต้องการที่จะปกปิดมันอีกแล้ว

หลังจากนั้นเขาก็มาหาKirie อีกแต่หัวหน้านักบวชบอกว่าพวกเราต้องไม่ออกไปเดินเล่นในสวนอีก ดังนั้นเราจึงนั่งคุยกันในห้อง เขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับโลกภายนอกให้Kirieฟัง เธอรู้สึกมีความสุขมากที่ได้อยู่กับเขา

และวันนี้ฉันก็เดินเล่นในสวนกับเค้า ดอกซากุระสวยงามมาก เขาสอนชั้นมากมายตั้งแต่ได้พบกัน Kirie ไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

ใกล้จะถึงวันพิธีกรรมแล้ว หัวหน้าและนักบวชทั้งหมดต่างตระเตรียมการและดูเหมือนว่าคนทั้งหมดในครอบครัวจะถูกรวบรวมเข้ามาอยู่ในMansionนี้ โดยปกติมันจะเงียบเหงาแต่ตอนนี้ไม่แล้วมันดูมีชีวิตชีวาเชียวหล่ะ

วันนี้ในแววตาของนักบวชคนหนึ่งฉายแววเศร้ามองมาที่ฉัน ฉัน(Kirie) เป็นหญิงสาวที่จะต้องถูกสังเวยด้วยเชือก... ฉันมีความสำคัญมากที่จะต้องทำภาระหน้าที่นี้ให้เต็มที่... แต่จะทำอย่างไรหล่ะที่จะทำหน้าที่ของเธอได่อย่างเต็มที่หรือว่าจะต้องรู้สึกของตนเอง แต่ตอนนี้เธฮค้นพบความจริงที่ว่าการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และตอนนี้เธอจะจากผู้ชายคนหนึ่งไปอย่างงั้นเหรอ..?

และนี่เป็นเวลา 5 วันกว่าแล้วที่เขาไม่ได้มาหาฉัน และเมื่อทุกครั้งที่ฉันถามหัวหน้านักบวชว่าเกี่ยวกับเขา หัวหน้านักบวชเพียงแต่ตอบว่าเขานั้นออกไปข้างนอกกลับไปยังหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ ด้านKirieก็คิดว่าเพราะอะไรเขาถึงต้องจากไปอย่างงี้ โดยเฉพาะเวลานี้ ในเวลาที่เธอเองนั้นจะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกต่อไปงั้นเหรอ ? และKirieก็ฝันร้ายว่า... เขานั้นมองมาที่เธอด้วยสายตาที่หมองเศร้า ตาของเขาดูเหมือนต้องการบอกอะไรบางอย่างเขาไม่ได้กลับไปที่บ้านของเขา พวกนักบวชนั่นทำอะไรกับเขา แต่ทำไมหล่ะ? 

และต่อมาKirieก็รู้ความจริงที่ว่า..พวกนักบวชนั้นซ่อนเขาไว้เพราะคิดว่าKirieนั้นจะไม่ยอมเป็นหญิงสาวที่ถูกสังเวยในพิธีกรรมที่จะจัดขึ้นอย่างแน่นอน ฉันทำอะไรให้เขาต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ! นี่เป็นความผิดของเธอทั้งหมดฉันเพียงต้องการจะอยู่กับเขา อยู่ด้วยกันตลอดไป นั่นเป็นสิ่งที่ฉันต้องการทั้งหมด ไม่ต้องการให้เขานั้นต้องได้รับบาดเจ็บใด ๆ

มาดูด้านนักบวชกันบ้างว่าเค้าบันทึกอะไรกันไว้บ้าง..

Kirie นั้นมีท่าทีแปลกไปตั้งแต่พบกับแขกหนุ่มคนนั้น ฉันไม่มั่นใจว่าเธอสนใจในตัวเขารึเปล่า แต่ถ้าหากเธอถำตัวเข้าไปในโลกนี้เพราะเขา เธอจะสูญเสียลักษณะที่จะเป็นเครื่องสังเวยได้ พวกเรานักบวชจำเป็รต้องทำอะไรสักอย่างและรวดเร็วด้วย

พวกเราทำตามที่หัวหน้านักบวชสั่งโดยการนำแขกผู้นั้นไปซ่อนและบอกKirieว่าแขกคนนั้นได้เดินทางกลับบ้านไปแล้ว เราต้องแบกร่างของเขานั้นไปไกล เท่าที่เราคาดว่า Kirieนั้นไม่มีทางหาเจอ เรารู้สึกผิดต่อเด็กหนุ่มนั่นแต่จะมีทางอื่นมั้ยหล่ะที่เราจะทำได้ ? เรานั้นเป็นนักบวชต้องปกป้องหญิงสาวที่จะใช้สังเวยนั้นเท่าชีวิต

และตอนนี้ฉันเชื่อว่าทางเลือกที่หัวหน้านั้นเลือกเป็นทางเลือกที่แย่ทางหนึ่ง ตอนนี้ Kirie คิดได้แล้วว่าเรานำชายหนุ่มนั่นไปซ่อน Kirieนั้นกระวนกระวายและว้าวุ่น วันที่จะทำพิธีนั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด ฉันหวังและขอให้ทุกสิ่งผ่านไปด้วยดี

หลังจากนั้นMikuก็จะเดินออกจากประตูไป Miku ก็เห็นภาพเหตุการณ์บางอย่างของKirie นั่นคือ Kirieกำลังยืนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งหน้าตาคล้ายกับMafuyu ยืนดูดอกซากุระบาน หลังจากนั้นแล้ววิญญาณของ Kirieก็ปรากฎตัวขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องวิ่งหนีผีคะพี่น้อง วิ่งๆ  วิ่งไปยังบ่อน้ำแล้วลงไปข้างล่างเปิดประตูออกไปได้แล้วก็เดินไปตามทาง เมื่อไปถึงหน้าประตูบานหนึ่งก็จะพบบันทึกของMafuyuที่ทิ้งไว้ให้กับMiku...มีหลายเล่มด้วยกัน ดังนี้คะ

การสืบข้อมูลHimuro Mansion

Himuro Mansion นี้เคยเป็นบ้านหลังใหญ่ของเจ้าของที่ดินที่เขาได้ครอบครองแถวบริเวณนี้ หลายคนนั้นได้บอกว่าอีกด้านหนึ่งนั้นได้มีการทำพิธีกรรมเกี่ยวศาสนาShintoขึ้นในภูมิภาคนี้ (ฉันไม่สามารถหาหนังสือที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับศาสนาชินโตได้) หัวหน้าของตระกูลHimuroรุ่นสุดท้ายนั้นได้ครอบครองmansionนี้ต่อมาแล้วก็หายไป แล้วต่อมาก็มีครอบครัวอื่น ๆ พยายามย้ายเข้ามาแต่ก็หายไป เพราะด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีใครมาเยี่ยมที่นี่และปล่อยให้มันอยู่ในสภาพที่เสียหาย อละนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาชินโตและเป็นเหตุให้สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ที่ไหนเลย

ในวันที่ 24 ก.ย. นั้นเอง Mafuyu มีความรู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่เข้ามาในแมนชั่นแห่งนี้ เขาได้ทิ้งโน้ตไว้ในโน้ตบุ๊คของเขาหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเค้าก็ตาม เขาต้องตามหาตัวJunseiและคนอื่น ๆ ให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป

ตัวMafuyuนั้นต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ เขากลัวว่าสายไปที่จะไปช่วย Junsei Takamine ถ้าหากเขามาที่นี่เร็วกว่านี้ วิญญาณในแมนชั่นแห่งนี้มีพลังอำนาจสูงมาก พลังที่อยู่ข้างหลังต้นเหตุแห่งภัยพิบัตินั้นต้องอยู่ที่นี่สักแห่ง และตอนนี้Mafuyu กำลังเริ่มต้นหามัน

แมนชั่นนั้นเริ่มเปลี่ยนไปมากกว่าที่Mafuyuนั้นคาดการไว้ พวกผีนั้นพยายามที่จะดึงเค้าให้กลับไปในอดีต วิญญาณทั้งหลายนั้นใช้พลังของตัวมันเองนั้นเปลี่ยนส่วนหนึ่งของแมนชั่นนั้นกลับไปเป็นอย่างในอดีต ผีที่อยู่ในยุคสมัยนั้นกำลังเริ่มที่จะเคลื่อนไหวแล้วและนั่นเคยเกิดขึ้นกับแมนชั่นแห่งนี้เหรอ แล้วผีเหล่านั้นต้องการให้เขาทำอะไร ?

Mafuyuนั้นรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พิเศษจากผีผู้หญิงที่อยู่ในชุดกิโมโนสีขาวนั่น และเธออาจจะอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดภัยพิบัติของแมนชั่นนี้คนหนึ่งก็ได้ เขาต้องรีบทำให้วิญญาณของเธอนั้นสงบลง ก่อนที่คนอื่น ๆ นั้นจะตกเข้าไปอยู่ในการสังเวยของแมนชั่นนี้  เขาต้องหาให้ได้ว่าอะไรทำให้เธอนั้นกลับมาอยู่ในโลกปัจจุบันนี้และทำไมเธอปล่อยให้เขาหนีทั้งที่มีเขามีฉันแล้วฉันสงสัย อาจจะมีบางสิ่งทำอะไรบางอย่างกับมันก็ได้

 ดูเหมือนว่าผีของผู้หญิงที่มีสิ่วตอกอยู่ตรงตานั้นตอบสนองต่อเสียงดัง ๆ หากเขาเงียบมาก ๆ  เขาสามารถหนีไปได้โดยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ

ก่อนไปถึงสถานที่บูชานั้นมีทางเชื่อมต่อเข้าไปอีกแล้ว Miku ก็ได้เห็นเหตุการณืที่เคยเกิดในอดีตมีคนมากมายเดินเข้าไปในถ้ำ ๆ หนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปดูเหมือนมีพิธีกรรมเกิดขึ้น แล้วก็เห็นหน้าของหญิงสาวที่กำลังจะถูกสังเวย พูดว่า "ฉันแค่อยากจะเจอเค้าอีกครั้งหนึ่ง"..แล้วเราก็จะเก็บบันทึกเล่มสุดท้ายของนักบวชได้ซึ่เค้าได้เขียนว่า... พิธีกรรมนั้นล้มเหลว ในแมนชั่นตกไปอยู่ภายใต้ของจิตใจที่เคียดแค้นและจิตใจที่อาฆาตเหล่านั้นทำให้หวัหน้าพิธกรรมนั้นสูญเสียสติไป คือผู้ที่คิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดภัยพิบัติเช่นนี้ ตอนนี้มันจบลงหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรบอกได้ว่ามันจะเกิดเหตุแย่กว่านี้ เราจะหาทางปิดประตูนั่นก่อนที่มันจะเปิดอย่างสมบูรณ์!

และในบางครั้ง Mafuyuนั้นเห็นตัวMikuกำลังเดินตามหาแล้ว แต่พอจะเข้าไปใกล้หรือจับต้องนั้นเค้าก็เหมือนอยู่คนละโลกกับ Miku ที่ Mafuyu เห็น Miku แต่ Miku ไม่เห็นMafuyu เค้าอยู่ตรงข้าง ๆ เธอตลอดแต่จับต้องไม่ได้สักที...

และเมื่อเข้าไปในนั้นจะเป็นลานกลม ๆ ซึ่งมีที่หมุนขนาดใหญ่อยู่ 5 อัน และนี่ก็ทำให้Miku เห็นเหตุการณ์อีกครั้งเป็นภาพที่หญิงสาวถูกมัดมือมัดขอและขาไว้ทั้งหมด แล้วพวกนักบวชก็ประจำแต่ละแท่นหมุน หมุน ๆ ไปเรื่อย ๆ จนแน่พอที่จะทำให้หญิงสาวคนนั้นเกือบตายได้(ขึงให้ตึง) แล้วเมื่อหญิงสาวคนนั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด นักบวชทั้ง 5 ก็หมุนเครื่องนั่นดึงร่างของหญิงสาวให้อวัยวะทั้ง 5 นั้นขาดออกจากกันในที่สุด

Ropeshrinemaidens.png picture by Moony-89

(วิญญาณของผุ้หญิงที่ถูกสังเวยแบบ Kirie ตอนเป็นวิญญาณก็เงี้ยแหละคะ เราต้องสู้กับชีด้วยในบางตอน)

 แล้ว Mikuก็จะเดินไปเปิดประตูอีกฝั่งด้านหนึ่ง และจะเดินไปตามทาง แลเวจะพบประตูบานใหญ่สูงมากบานหนึ่งซึ่งเปิดออกไม่ได้ เมื่อไปสำรวจแท่นหินตรงกลาง Miku ก็จะใส่แผ่นกระจกที่เก็บมาได้ 4 ชิ้นใส่ลงไปในแท่นนั้น แล้วก็จะหันไปเห็น Mafuyu ยืนอยู่ตรงหน้าประตู

 Mafuyuนั้นเอื้อมมือจะมาจับมือของ Mikuที่ส่งมือไปให้เพื่อเอาพี่ชายกลับมา แต่สุดท้ายผีสาว Kirie ก็เข้ามาคว้าตัวกอดMafuyuจากด้านหลัง และบอกว่า "เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป!" และ Miku ก็กรี๊ดคะพี่น้อง !

และเป็นการสู้กับบอสตัวสุดท้าย ต้องคอยระวังไว้ให้ดีเพราะชีชาร์ทพลังเองได้ด้วย ต้องถ่ายแบบ Fatal Frame เท่านั้น ! ขอบอก ! ไม่งั้นพลังบ่ลดลงเลย หากโดนชีแกจับละก็ ตายลูกเดียวหะ

หลังจากชีเกือบใกล้ตาย ดูเหมือนกระจกส่วนสุดท้ายนั้นจะตกอยู่ข้าง ๆ ให้เรารีบไปเก็บและใส่ลงบนแท่นแล้วเราก็จะพบฉากจบคะ นั่นคือ Kirieนั้น โดนกระจกศักดิ์สิทธิ์ที่รวมเป็นหนึ่งส่องแสงกระแทกชีแกกระเด็น และผีสาวเพื่อแกเอง(ที่คอยตามช่วยMikuตลอดเรื่อง)นั้น ก็บอกเตือนสติเพื่อนตัวเองว่า Kirie "แกอย่าลืมนะเว้ยว่าต้องทำหน้าที่อะไร " ประมาณนี้นะคะ แล้วชีหลังจากที่โดนแสงกระแทกใส่ก็หลุดออกมาจากร่างปีศาจ เป็นร่างตามเดิมเหมือนที่เคยเป็นมนุษย์(ยอมรับว่าเป็นผีสวยจริง ๆ ) แล้วเดินกลับไปหน้าประตูนั่นและใช้เชือกมาขึงมือทั้งสองข้าง และบอกกับ Mafuyu ว่า นี่เป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องปิดประตูนี้ตามหน้าที่ไม่ให้ใครต้องเดือดร้อนจากมัน ดังนั้นไม่ต้องห่วงทิ้งเธอไว้คนเดียวเถอะ..

แล้วหินก็เริ่มถล่มลงมา Miku รีบบอกให้พี่ของเธอออกมา แต่แล้ว(ฉากจบจริง ๆ) Mafuyu ก็บอกให้Miku หนีออกไปคนเดียว เค้าจะอยู่ที่นี่กับ Kirie (แล้วที่กรูสู้มาทั้งหมด เพื่อ!!!!!...รู้งี้ปล่อยให้ตายไปเลยดีกว่า (หากเป็นJinsnนะคะ^^;)) เธอรอเค้ามานานนับร้อยปี ให้เค้ามาตลอด ดังนั้นนี่จะเป็นการตอบแทนในสิ่งที่เธอต้องการมาตลอด ที่ต้องทนทุกทรมานจากการโดนขึงกันแรงกระแทกจากประตูนรกที่พยายามจะออกมา ในระหว่างที่ Mafuyu พล่ามMikuและMafuyu นั้นก็เห็นภาพในอดีตของ

Loverbio.jpg picture by Moony-89

(ไอ้หนุ่มที่ Kirie หวงหนักห่วงหนา..)

Kirie กับหนุ่มที่หน้าตาคล้าย Mafuyu อย่างแรง(แต่หล่อกว่า..มั้ง?) ทำให้รู้ได้ว่าที่ Kirie ไม่ทำไรเค้าเป็นเพราะว่าเชื่อว่าเป็นเนื้อคู่ที่ตายไปแล้วในอดีตนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตอบขอบคุณมากMiku....

แล้ว Mafuyu ก็โดนหินถล่มทับต่อหน้าต่อตาMiku แล้วภาพก็โดนตัดไป...Mikuนั้นมานอนสลบฟุบตรงหน้าHimuro Mansion และHimuro Mansion นั้นก็ถล่ม นั้นคงสรุปกับ Miku แล้วว่า He Death แน่นอน (จบคะ (^o^))

แต่หากต้องการดูฉากจบที่สวยงามก็เริ่มตั้งแต่มาเห็น Mafuyu โดนผีอุ้ม แล้วเปลี่ยนแค่ทั้ง Miku และ Mafuyu นั้นรอดคะ

จบ Part 2

หมดไปแล้วอีก 1 ภาคที่เอาเนื้อเรื่องอย่างละเอียดมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่าน(อย่างทีกล่าวไว้แล้วใน Fatal Frame II Crimson Butterfly (part 1)) ต่อไปก็จะรีบ Upลงของภาค 3 ต่อคะ ;) ! ติดตามอ่านกันได้เรื่อย ๆ นะคะ Jinsnบ่หยั่นเล่นเกมส์สู้ผีคะ (ตอนนี้ชักชินแล้วคะ...มีอาการเซ็งเล็กน้อยเมื่อหาผี(ในเกม)ไม่เจอ ก็อานะเล่นไม่มีคู่มือเฉลยเกมเลยก็งี้แหละ) แต่ถ้าของจริงก็...คง... ทำตัวเพ้อ ๆ ไม่รู้เรื่อง เดินหนีอย่างเร็วอย่างกับแข่งโอลิมปิกหล่ะคะ (กลัวนะ แต่ไม่อยากให้อดีตมนุษย์นั่นรู้ว่า กรูเห็นแว้ววว =_=;;)

ใครมีความคิดเห็นยังไงก็ฝากด้วยคะ เกี่ยวกับเรื่องที่พิมพ์มาทั้งหมด แล้วก็ถ้าเห็นคุณจะทำเช่นไรคะ ? แบบ Jinsnรึเปล่า ?

ขอบคุณที่อ่านคะ

edit @ 7 Mar 2009 21:45:25 by Amai Ochiki

Fatal Frame Based on a True Story (part 1)

posted on 04 Mar 2009 17:12 by 8i8-nobara-8i8  in GAMES

 

Fatal Frame

Based on a true Story

 

 สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครั้งนี้ Jinsnก็กลับมาพร้อมกับเนื้อเรื่องอย่างละเอียดของFatal Frame (ที่เป็นจุดขายของเกมส์นี้ก็ว่าได้ ซึ่งมันมัส์ก็ตรงที่ย้อนไปเรื่องในตำนานเมื่อหลาย 10 ปีของคนญี่ปุ่นเค้า) ซึ่งหลังจากตรากตรำเล่นจนจบด้วยตัวคนเดียวอีกครั้ง มีเพื่อนที่ชื่อ Rie แอนด์ Her bf มาให้กำลังใจ ตอนจะสู้กับ Boss ตัวสุดท้าย(ไม่ค่อยจะช่วยเป็นขวัญกำลังใจเล้ยยย...ก็นะกลัวผีกันทั้งคู่ ขั้นโค..OOPS ! ไม่เผาเพื่อนแล้วคะ)

ภาคนี้ก็ออกมานานมากแล้ว (จนชั้นเล่นภาค 3 จบไปแล้ว)ก็ดันไม่เจียดตังค์ตัวเองซื้อสะสมเก็บไว้ หน้าด้านไปขอยืมเพื่อนผู้ชายมาเล่น (งกเข้าขั้นเทพ)

ไม่ประจารณ์ตัวเองต่อแล้วคะ (^_^);...เข้าเนื้อเรื่องเลยดีกว่า

 

ภาค 1 นี้ เนื้อเรื่องดำเนินต่อจากภาคสองที่ Yae หนีออกมาจาก หมู่บ้าน All God สุดเซ็งนั่นได้ ด้วยความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อยของ Munakata Ryozo หนุ่มกรุงที่เข้าไปสำรวจหมู่บ้านกับศาสตราจารย์ Makabe เพื่อนซี้ของผู้ผลิตกล้องถ่ายผี Obscura ที่จะได้เห็นในทุก ๆ ภาคของ Fatal Frame

(เห็นแล้ว อยากซื้อมาใช้บ้าง กล้องสวยแปลกดี) ที่ทุรังสังขารเข้าไปช่วย 2 สาวฝาแฝด Yae และ Sae (ใจจริงแล้วอยากได้ เธอไว้ทั้งสองคนละสิท่า ไอ้หนุ่มฮ็อต : สังเกตดูได้จากสีหน้าตอนเจอกันครั้งแรกในภาค 2) แต่สุดท้ายก็ได้มาแค่คนเดียวคือ Yae หลังจากที่หนีออกมาได้วันนั้น ทั้งสองก็เดินทางเข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้งและพบว่าทุกคนในหมู่บ้านซี้แหงแก๋กันหมด

 Yae ก็ได้แต่ยืนร้องไห้พร่ำขอโทษ Sae ที่ทิ้งหนีเอาตัวรอดมาคนเดียวกับผู้ชาย(ที่Saeแอบชอบด้วยเหมือนกัน)

หลังจากนั้น Ryozo ก็เลี้ยงดู Yae เป็นอย่างดีจนแต่งงานกัน มีลูกชื่อMikoto ซึ่งเป็นยายของตัวเอกภาค 1 และเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของภาคนี้ด้วยคะ

และมีลูกชื่อ Miyuki Hinasaki (คาดว่าช่วงที่ Miyuki เป็นผู้ใหญ่แล้ว น่าจะเป็นช่วงที่ 2 สาวฝาแฝด Mio และ Mayu Amakura เข้าไปในหมู่บ้าน All God พอดี)

และแต่งงานมีลูกอีก 2 คน ชื่อ Mafuyu กับ Miku (<-คนนี้ตัวเอกของภาคนี้)

 (สรุปความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างคร่าว ๆ คะ)

 

หลังจากที่ Ryozo สูญเสีย Makabe ไปแล้ว เค้าได้ตัดสินใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่เป็นตำนาน และทำการพิสูจน์ให้ชาวญี่ปุ่นนั้นได้รู้ว่า สิ่งที่ชาวบ้าน(เทคโนโลยียังไม่เข้าถึง เหมือนในไทยบางแห่ง)เค้าล่ำลือ และทำพิธีกรรมแปลก ๆ เป็นเช่นไร มีจริง ทำจริง ! สืบทอดความตั้งใจต่อของ Makabe ผู้กลายเป็น Kusabi โดยไม่ได้ตั้งใจ(ไม่มีใครอยากเป็นหรอกเฟร้ยยย !!)

 และสุดท้ายเค้าก็ได้พบกับสถานที่ที่ถูกใจตามสไตล์พวกบ้าไสยศาสตร์

นั้นคือ Himuro Mansion ในป่าเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเค้าได้ยินมาว่ามีการทำพิธีที่ใช้หญิงสาวพรหมจรรย์(เรื่องสาวนี่ Ryozo บ่พลาดคะ)เป็นเครื่องสังเวยแบบแปลก จึงไปสำรวจด้วยตัวคนเดียวก่อน โดยถามทางชาวบ้านแถวนั้นไปเรื่อย และทำการศึกษา และอะนะด้วยความใหญ่โตมโหฬาร กินฟรีอยู่ฟรี มีที่ไหนไม่ชอบ หอบพา Yae แอนด์ลูกสาว Mikoto มาอยู่ด้วย และYae ก็เห็นดีเห็นงามด้วย มีความสุข และน่าจะเป็นที่ที่ทำให้ Mikoto มีความสุขมากด้วยเช่นกัน เพราะเธอจะได้มีที่วิ่งเล่นใหญ่ ๆ และเพื่อนที่เป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงแถวนั้นอีกมากมาย

เมื่อครอบครัว Munakata เข้ามาอยู่นาน ๆ Mikoto ก็มีเพื่อนซี้ 4-5 คน วันหนึ่งMikotoเล่นอยู่กับเพื่อน เกมมีชื่อว่า Demon Tag (หรือตามภาษบ้านเราคือ "ซ่อนแอบ") Mikoto ไปแอบในแมนชั่นแล้วก็ไปเจอเด็กคนหนึ่งใส่ชุด kimono สีขาว (คาดว่าเป็น Sae ที่ตายไปแล้ว ช่วงนี้ MioกับMayu ยังเป็น Baby) ถือกล้องแปลก ๆ อันหนึ่งมาให้ เธอจึงรับมา แล้วเอากลับไปให้ Yae ดู

(ห้องใน Himuro Mansionของจริง..สวยนะเนี่ย "ถ้าไม่ร้าง")

Yae นั้นสงสัยว่า Mikoto ไปเอากล้องนี้มาจากตรงไหนของแมนชั่น ก็ทราบความว่าได้มาจาก เด็กใส่กิโมโนขาวเธอจึงขอMikoto ดู แต่ก็ไม่ให้ดู Yae จึงบอกให้เธอนั้นเอาไปคืนเจ้าของซะ

แต่..อานะ คนเป็นแม่ต้องมีสเน่ห์แพรวพราวหรือความสอดรู้สอดเห็น แอบบอกให้ลูกตายใจแล้วไปเอากล้องมาดูทีหลัง ซึ่ง Yae ก็ทำเช่นนั้นคะ เมื่อเธอมองดูแล้ว กล้องนี้ก็ดูไม่มีอะไรพิเศษมากมายคงจะมีคนที่เคยเข้ามาสำรวจที่นี่ก่อนที่พวกเขาจะมา แล้วลืมเอาไว้ก็ได้ 

(เอิ่มมม...ถ้าเป็นของจริงก็น่าจะประมาณนี้..ก็OK ถ่ายติดผีก็ดีแล้ว)

หลังจากนั้นชีก็บ้าถ่ายรูป ถ่ายไปทั่ว แล้วก็ลองเอาไปใช้ถ่ายคนด้วย คือ วันหนึ่งเธอบอกให้ Mikoto เรียกเพื่อน ๆ ของเธอที่เล่นด้วยกันมาถ่ายรูปหมู่ แต่เมื่อถ่ายแล้ว มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใส่กิโมโนสีขาวยืนอยู่ในภาพหมู่นั่นด้วย Yae สงสัยว่าจะเป็นคนที่Mikotoบอกจึงไล่ถามเด็กที่เล่นกับลูกสาวไปทั่วว่า เคยเห็นหรือมีใครรู้จักเด็กในภาพมั้ย แต่ก็ไม่มีใครรู้

เมื่อนานวันเข้าเธอเริ่มถ่ายรูปติดอะไรประหลาด ๆ มองไม่รู้เป็นรูปอะไรมากขึ้น Yaeให้สัญญากับตัวเองว่าจะต้องไม่ให้Mikotoเห็นภาพที่เธอถ่ายได้เป็นอันขาด เพราะมีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น เธอสามารถรู้สึกได้ จนสุดท้ายก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างด้วยตาเปล่า ไม่ต้องพึ่งกล้อง(แล้วครับพี่น้อง!) พร้อมกับความทรงจำเก่า ๆ ที่เธอได้สูญเสียไป เพราะเสียใจอย่างแรงที่เสียคู่แฝดคนน้อง(ตามหมู่บ้าน All God) Yae เริ่มป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ Ryozo จึงตัดสินใจจะพาYae และ Mikoto ไปเดินเล่นเพื่อจะทำให้อะไรดีขึ้น Yae มีความสุขมากที่ได้มาเดินเล่นกับครอบครัวนี้แต่มันก็มีผลแต่ก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราวและก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม

และในภายหลังMikotoทันล่ห์เหลี่ยมแม่เธอเองจึงพยายามทวงกล้องนั้นกลับ

วันถัดมาMikotoเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนอีก และได้หนีไปซ่อนตัว พร้อมกับเอากล้องObscuraไปด้วย เมื่อถึงเวลาเย็นเด็ก ๆ ทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับบ้าน Yae ผู้เป็นแม่ก็ไม่เห็นลูกตัวเองกลับมาซะที จึงถามเด็กคนอื่น ๆ ว่า เห็นMikotoมั้ย เด็ก ๆ ก็บอกว่าไม่เห็นอาจจะโดนปีศาจจับตัวไปก็ได้ Mikoto นั้นหายตัวไป 10 วันเต็ม...

จากความคิดของเด็กคนหนึ่ง(ท่าทางจะเป็นผู้ชาย)ที่เล่นด้วยบอกว่า เค้าคิดว่า Mikoto คงอาจจะเลิกเล่นไปนานแล้วเพราะว่าเพื่อนของเธอหาเธอไม่เจอซะที ก็คงจะกลับบ้านไปหา Yae แล้ว พวกเค้าเพียงแค่เล่นซ่อนแอบเท่านั้นไม่ได้(ด้วยความรู้สึกผิดและกลัวว่าMikotoตายอะนะ) ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น Mikoto เล่นเป็นคนหา และสันนิษฐานออกนอกเรื่องว่า Mikoto จะตามหาเค้ามั้ย ถ้าหาก Mikoto หาเค้าเจอ เค้าจะลองถามเธอดูว่าชอบเค้าใช่รึเปล่า

3 วันที่Mikotoหายไปนั้นYae นั้นทบทวนความคิดของตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างแปลกมากตั้งแต่พวกเราย้ายเข้ามาอยู่ในแมนชั่นนี้ และก็ตั้งแต่ได้กล้องนั่นมา และเริ่มจะเสียสติเข้าไปทุกที เธอจะต้องไม่คิดถึงเรื่องแบบนี้อีก

จนสุดท้ายแล้วสติเธอก็บั่น ด้วยความเป็นแม่กระวนกระวายตีโพยตีพายบ้านแตกร้องไห้โทษตัวเอง ว่าเป็นความผิดของเธอเองที่ทำให้ Mikoto ต้องหายตัวไปแบบนี้ ถ้าเธอไม่หนีออกมาจากหมู่บ้านAll God และก็ไม่เอากล้อง Obscura มาถ่าย(เล่น)อย่างงี้(อย่างที่คนโบราณเขาว่า "อย่ารับของคนแปลกหน้า" ยังคงใช้ได้ดีกับเกมสนี้คะ! ท่านผู้อ่านเอาไปใช้ได้นะคะในความเป็นจริง เดี๋ยวเผลอไปรับของโจรเดี๋ยวจะซวยนะคะ !) (ในระหว่างที่ Mikoto หายไป Ryozo สามีเธอไปทำงานที่อื่นคะ) เธอจึงใจเด็ดตัดสินใจเขียนจดหมายลาตายถึง Ryozo

"ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเธอเอง เป็นเพราะเธอให้กล้องที่เธอได้มากับMikotoเอาไปใช้ในวันที่เธอหายไป และตอนนี้วิญญาณก็ได้พาเธอไปจากพวกเราแล้ว มันเป็นความผิดของฉันทั้งหมด ฉันขอโทษ"

และ Yae ก็ผูกคอตายกับต้นไม้ในสวนหลังบ้านตัวเอง พอดีกับที่ Ryozo นั้นกลับมาที่Mansion อีกครั้งแบะได้พบจนหมายลาตายของ Yae จึงได้เดินไปในสวนและพบกับYaeที่ผูกคอตาย

Ryozoรู้แล้วว่าวิญญาณที่อยู่ในแมนชั่นแห่งนี้จ้องทำร้ายพวกเค้า และRyozoจึงพยายามต่อสู้กับมัน แต่ก็รู้ว่าวิญญาณเหล่านั้นเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนเค้านั้นชักเริ่มจะไม่ไหว สุดท้ายแล้ว Ryozoก็เดินลงไปใช้นใต้ดินของMansionซึ่งมีประตูบานใหญ่ ที่เชื่อว่าเป็น Hellish Abyss หรือ ประตูนรก หรือห้วงนรกก็แล้วแต่

(*เพิ่มเติม : Hellish Abyss นั้นไม่ได้มีอยู่แค่อันเดียวที่ All God เท่านั้นแต่ เค้าได้บอกว่ามีอีกหลายอันเหมือนกันด้วยแต่ว่าใครจะดวงซวยไปสร้างตรงที่มีก็เท่านั้นเองแหละคะ)

เมื่อ Eyozoได้ไปยืนตรงหน้าประตูนั้น ทันทีที่เขาจะเดินเข้าไปก็มีวิญญาณมากมายออกมาจากประตูบานนั้นแล้วดึงร่างของRyozoเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งด้วย นี่จึงเป็นจุดจบของ Ryozo

ต่อมา Mikoto นั้นได้ถูกพบในแมนชั่นHimuro ในสภาพที่ดูเหนื่อยแต่สุขภาพยังแข็งแรงดี โดยตำรวจนั้นได้นำตัวเธอไปพักฟื้นและรอจนกว่าจะแข็งแรงดี แล้วจึงถามถึงเด็กอีกสามคนที่หายไป

หลังจากวันที่Mikotoหายไปผู้ปกครองของเด็ก (Yaeและryozo)ได้หายไปแล้ว ตำรวจจึงจำเป็นต้องหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้

หลังจากนั้นMikotoก็ได้รับการอุปถัมภ์จากนายHinasakiเพื่อนสนิทของนายRyozo Munakata ที่ยังคงหายไป(<-เขียนตามข่าวที่พบในเกม หรือที่เรารู้กันว่า Death ไปแล้วแน่นอน!จากที่Jinsnพิมพ์ข้างบน) หลังจากวันที่Mikoto ถูกพบตัวแล้วตำรวจได้ทราบว่าเธอนั้นจำอะไรไม่ได้เลยตอนที่เธอหายไปว่าหายไปที่ไหน และเด็กอีกสามคนที่เล่นกับเธฮก็ยังคงหายสาบสูญ

.....ต่อมาหลายปี จนMiku และ Mafuyu โตแล้ว.....

 Mafuyu นั้นได้ศึกษาเกี่ยวกับแนวไสยศาสตร์(พวกเดียวกับMakabe อีกตัว) เหมือนกันและมีเพื่อนสนิทเป็นนักเขียนชื่อ Junsei Takamine จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แล้ว Mafuyu ก็เจอเรื่องของ Himuro Mansion และลองเอาให้เพื่อนอ่านดู จน Jusei เกิดแรงบันดาลใจ จะเขียนเรื่องให่แต่คนละสไตล์จากที่เค้าเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ โดยโครงเรื่องคร่าว ๆ ของโครงงานการเขียนของ Junsei มีดังนี้หะ...

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการฆาตกรรมในประเทศ ศพที่ฟื้นคืนชีพขึ้นตามกันมา ฆาตกรรมที่เหมือนกับในตำนานของพิธีกรรมที่โหดเหี้ยมของชินโต การแสดงของตัวละครที่ออกมานั้นจะด่าจิตใจที่แก้แค้น และมีความเกี่ยวเนื่องที่แปลกประหลาดระหว่างการกระทำและนิทานพื้นเมือง ตัวละครนี้จะมีความใฝ่รู้และได้รับอิทธิพลจากตำนานพื้นเมืองทั้งหลาย งานของเค้านี้จะเป็นเรื่องราวของตัวละคร การดำเนินเรื่องนั้นจะควบคู่ไปกับนิทานหรือเรื่องเล่าของวิชาพิเศษที่เกี่ยวกับท้องถิ่นนั้น บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุหารณ์หลังจากที่แผ่นดินไหว เรื่องราวที่ต้องการรู้นั้นจะค่อย ๆ จางเขตแดนระหว่างโลกปัจจุบันและอดีต(เริ่มเข้าConceptเรื่องที่เป็นจริงของภาคนี้คะ)

(Junsei Takamine)

หลังจากที่เขียนและคิดConcept คร่าว ๆ ข้างบนแล้ว Junsei ก็เริ่มหาข้อมูลและจดบันทึกลงดังนี้คะ

ในวันที่ 24 ก.ค. - เกี่ยวกับ Himuro Mansion เป็นที่รู้จักกันเสมือนเป็นบ้านของเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ที่ควบคุมในบริเวณนั้น แต่ก็มีหลายคนพูดว่าเป็นแค่สถานที่ธรรมดาแห่งหนึ่งที่สร้างไว้เพื่อเตรียมสาวพรหมจรรย์ที่จะต้องเตรียมไว้สำหรับทำพิธีทางชินโต และผ่านไปรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง แต่คนในเวลานั้นได้เก็บพิธีกรรมนี้ไว้ในส่วนลึก เป็นความลับที่ดำมืด พวกเขานั้นไม่พูดถึงมันด้วยเสียงอันดังดังปกติ ในปัจจุบันนี้ไม่มีพิธีกรรมที่ทำเช่นนั้นอยู่จริง เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าที่รู้เพียงตื้น ๆ จากปากต่อปาก

(Tomoe & Ogata)

และJunseiก็ได้เดินทางไปยังHimuro Mansion พร้อมกับเลขาของเค้า ชื่อ Tomoe Hirasaka กับหุ้นส่วนทางธุรกิจคือ Koji Ogata

เมื่อไปถึง Himuro Mansion แล้วนั้นได้ทราบว่ามีนักค้นคว้าเรื่องในตำนาน ชื่อ Ryozo Munakata ได้เคยมาค้นคว้าเกี่ยวกับพิธีกรรมแปลก ๆ ภายในแมนชั่นนี้เค้าได้ทิ้งบันทึกต่าง ๆ แต่ Junsei นั้นหามันไม่เจอและได้แต่หวังว่าจะมีCopy เรื่องที่ค้นคว้าของ Ryozo ในห้องสมุด แต่ด้วยบุญมีแต่กรรมบังเค้าก็หาไม่พบสักทีจึงใช้คนที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจการเขียนของเค้าช่วยหานั่นคือ Ogata

หลังจากที่มา Tomoe ก็เริ่มทำงานทันทีโดยการหาพื้นหลังของเรื่องที่เค้าจะเขียน และก็ได้พบบันทึกของ Ryozo Munakata เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาชินโตทั่วญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตามเธอก็หาหนังสือที่เกี่ยวกับสิ่งที่ Junsei ต้องการไม่ได้ เธอรู้เพียงว่า Ryozo และครอบครัวของเค้าย้ายมาที่นี่แล้วก็หายไป แต่เธอค้นพบข่าวเกี่ยวกับการหายตัวไปของคนและคิดว่าคงเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พื้นเรื่องของ Junsei ได้

Tomoeนั้น ได้ค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับHimuro Mansion และได้อ่านข้อมูลทั้งหลายเพิ่มเติม แต่เมื่ออ่านจนหมดตามความรู้สึกตรง ๆ ของเธอคือ รู้สึกไม่ดีกับเรื่องที่ได้รู้ของแมนชั่นนี้ เธอไม่มีทางปฎิเสธที่จะไม่ไปแมนชั่นเพราะมันเป็นงานของเธอ และก็จะพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้ร่วมงานกับนักเขียนอย่าง Takamine เพราะเหตุผล nonsense อย่างงี้ได้ไง แต่อะนะคะ Tomoe เองดันมี Sixth sense เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเหมือนกันดังนั้น เธอก็อาจรู้เรื่องบางเรื่องมากเกินไปอย่างเรื่อง Himuro Mansion นี้เป็นต้น

และดูเหมือนว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้นและการฆาตกรรมทั้งหลยจะเกี่ยวข้องกับHimuro Mansion ทั้งสิ้น และนี่คงเป็นโครงเรื่องคร่าว ๆ ที่ดีสำหรับ Junsei เจ้านายเธอ

ประตูทางเข้าที่เธอได้เข้ามานั้นเสียเธอไม่สามารถออกไปไหนได้ จึงจำเป็นต้องหาทางอื่น ด้าน Ogata เองก็รู้สึกไม่ดีเช่นกันหลังจากที่ Tomoe ถ่ายรูปของเค้าและมีรูปเชือกรอบคอมือแขน และต่อมามันก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

(Kirie)

ต่อมา Tomoe ก็เริ่มเห็นภาพของวิญญาณชัดขึ้น อย่างที่เธอเห็นผู้หญิงผมดำยาวใส่กิโมโนสีขาวที่มือขาและคอของเธอนั้นถูกผูกด้วยเชือกในกระจกใกล้กับประตูทางเข้าแมนชั่น และเธอก็ลากมันไปกับพื้นตลอด ต่อมา Tomoe ก็ได้ยินสิ่งที่ ogata พูดถึงเหมือนกัน มีบางอย่างที่ผิดแปลกไปในแมนชั่นนี้ นั้นเป็นข้อสรุปของ Tomoe

แบะวันต่อมา Tomoe ก็เห็นผู้หญิงคนเดิมกับที่เห็นในกระจก ดูเหมือนว่า ผู้หญิงคนนั้นที่ชื่อ Kirie จะรู้ว่าเธอมี sixth sense จึงพยายามบอกกับเธออะไรบางอย่าง Tomoe ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอต้องการอะไรแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้เพราะว่ากลัว

และวันต่อมา Tomoe ก็สัมผัสได้ด้วยsense ของเธอว่ามีเด็กวิ่งเล่นกันใน Mansion  เล่นซ่อนหาหรือแอบดูอะไรสักอย่าง เด็กเหล่านั้นเรียกชื่อเธอ หรือว่าจะเป็นเด็กในภาพที่เธอพบในการรวบรวมข้อมูลแมนชั่นแห่งนี้ ?

และในตอนบ่ายของวันถัดมา Tomoe ก็เห็นผีกลางวันแสก ๆ คือเห็นหัวของคนมาก ๆ มายโดนตัดโดยหัวหน้าครอบครัวของ Himuro พวกหัวนั้นพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเธอ และเธอเชื่อในSixth sense ของเธอและจะไม่กลับไปที่นั่นอีก และเธอก็เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น กระจกแตก ผู้คนล้มตายทั่ว Himuro Mansion คนมากมายกำลังวิ่งหนีจากอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าที่ตกใจกลัวสุดขีด มีบางสิ่งกำลังมาทางที่เธอยืนอยู่ เย็นมาก เย็นยิ่งว่าอะไร เธอรู้สึกได้ Tomoe ไม่ต้องการรับรู้เรื่องที่เห็นอีกต่อไป และไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นเป็นเรื่องจริงหรือความฝันกันแน่ มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กใส่กิโมโนสีขาวพยายามจะสื่อบางอย่างกับเธอแต่เธอไม่ได้ใส่ใจมัน แต่เสียงของเธอที่พูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวเธอตลอดเวลา Tomoe ไม่รู้ว่าเด็กต้องการให้เธอทำอะไร แต่ที่รู้ ๆ คือ เธอไม่สามารถออกไปจากแมนชั่นนี้ได้อีกแล้ว และผีเด็กนั่นก็บอกให้ Tomoe บอกวิธีแก้คำสาป

ในวันที่ 13 ก.ย. เวลา 9 โมงครึ่ง - Junsei และ Tomoe ได้พบ Ogata ที่หายไปซึ่งเสียชีวิตแล้ว หัว, มือ, เท้า ของเค้านั้นเหมือนรัดเอาไว้ Junsei ได้แต่สงสันว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา นี่เป็นการที่ประหลาดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว ตรงที่ Ogata นั้น Junseiได้พบรูปถ่ายข้าง ๆ Ogata ในรูปนั้นดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเชือกรัดคอ แขนและขาเค้าไว้ และนี่อาจจะเกี่ยวข้องกับสาวพรหมจรรณน์ที่ถูกสังเวยโดยใช้เชือก(Rope Shrine Maidens) ในตำนานที่อยู่รอบ ๆ ที่แห่งนี้ แล้วเด็กสาวที่โดนสังเวยนั้นจะถูกผูกด้วยเชือกรอบของของพวกเธอ หรือ แขนขาด้วยรึเปล่า ?

ในวันเดียวกันนั้น เวลา เที่ยง 10 นาที - Tomoe มีอาการแปลก ๆ  Tomoe นั้นเอาแต่พูดพึมพำตลอดเช้า บางสิ่งเกี่ยวกับเชือก..และกระจก ด้าน Junsei ที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่อาจโกรธเธอลงได้ เพระคิดว่า หลังจากที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Ogata

เวลา บ่าย 3 - สภาพของTomoe นั้นเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ   เธฮมีอาการตัวสั่นไม่หยุดและยังคงพูดคำเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาตลอดเวลา Junsei นั้นไม่รู้ว่าถ้ามันเกิดจากสิ่งที่ไม่ธรรมดาโลกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เขาและ Tomoe นั้นควรจะออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อมา Tomoe นั้นอยู่ในสภาพที่แย่มาก แม้กระทั่งเดินก็ยังทำไม่ได้ Junsei จึงคิดหาทางออกไปจากที่นี่ด้วยวิธีอื่นด้วยตัวของเค้าเองคนเดียว(เพราะยัยTomoeก็พึ่งบ่ได้แล้วอะนะ -_-) ถึงแม้ว่าทั้งสองกำลังรอการช่วยเหลือ Junseiคาดว่าคงต้องมีสักคนต้องเข้ามาที่นี่เพื่อค้นหาพวกเค้าทั้ง 3 คน

ในวันที่ 14 ก.ย. เวลา 10 โมงเช้า - ผ฿หญิงที่ Tomoe เอาแต่พูดถึงที่ชื่อ Kirie นั้นดูเหมือนจะตรงกับรายละเอียดที่บรรยายถึงหญิงสาวที่ถูกสังเวยด้วยเชือกในตำนาน ซึ่งมีความคล้ายคลึงเป็นอย่างมากที่เกี่ยวข้องกับการตายของTomoe และOgata และรูปแบบการตายในนิทานพื้นบ้าน หรือว่าผู้หญิงที่ Tomoe พูดถึงนั้นจะเป็นเด็กสาวที่โดนสังเวยด้วยเชือกรึเปล่า

ในวันเดียวกัน เวลา 2 ทุ่ม - ของต่าง ๆ ที่ Tomoe นั้นได้รวบรวมมาให้ Junsei นั้น มีย่อหน้าหนึ่งนั้นได้บอกเกี่ยวกับกระจก 5 ส่วนที่ได้ให้สืบทอดต่อ ๆ กันมาในตระกูล Himuro โดยได้บอกอีกว่ากระจกส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นมีไว้เพื่อปิดประตูนรกและปกป้องอาณาบริเวณที่อยู่ติดกับประตูนรกนี่จากภัยพิบัติต่าง ๆ คนเหล่านั้นตามสันนิษฐานของ Junsei คือ ต้องมีการทำพิ๊เกี่ยวกับนรกบางอย่างแน่นอน และJunsei ก็ได้พบข่าวที่ได้จากการรวยรวมของ Tomoe คือว่ากระจกท้ง 5 ส่วนนั้นมีอยู่จริงและอยู่รอบ ๆ แมนชั่นแห่งนี้โดยเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนั่นทำให้Junsei เกิดอรมณ์ติสท์ขึ้นมาที่จะทำผลงานของเค้าออกมาเป็นอย่างไรต่อไป แต่ก็มีตำนานอื่น ๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับกระจกที่แตกออกเป็น 5 ส่วนอีก นักพิสูจน์คามจริงของนิทานพื้นบ้านมักได้จดบันทึกลงในสมุดกันหลายคน เหมือนกับที่เค้าเจอในแมนชั่นแห่งนี้ แต่ได้ทำหายไปในระหว่างที่หนีจากผู้หญิงที่ถูกสาป และJunsei ยังได้มีทฤษฎีหลายอย่างด้วย Junseiคืดว่ากระจกทั้ง5ส่วนที่แตกออกนั้นหลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวนั้นหารวมกันแล้วจะกลายเป็น Holy Mirror ของจริง และที่สำคัญคือเขาได้คิดว่าการที่กระจกแตกออกเป็น 5 ชิ้นนั้นคงไม่ใช่เพราะแผ่นดินไหวในพิธีกรรม เขาได้คิดว่านั้นอาจเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ปิดประตูนรกนั้นไว้ ทรา Holy Mirror นั้นได้เตรียมไว้สำหรับการนี้ จะต้องมีเหตุผลบางอย่างที่มันแตกออก ที่กระจก5 ส่วนนี้พยายามจะบอกเตือนเรา

และด้วยที่ความบ้าบิ่นของJunsei จึงคิดที่จะเดินลงไปข้างล่างของ Himuro Mansion ไปยังที่ที่เก็บกระจก Holy Mirror จริง ๆ เอาไว้ และต้นเหตุแห่งภัยพิบัติที่จากหายไปแล้วก็ได้ปรากฎเป็นรอยบนแขนและขาทั้ง 2 ไม่มีทางให้เขาได้หนีแล้ว และนี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะปิดประตูนรกนั้นอีกครั้ง เพราะนั้นเป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะมีชีวิตรอดต่อไป

ดังนั้นJunsei จึงเริ่มตามหารูปปั้นรูปพระพุทธรูปทั้ง 5 และในระหว่างการหาก็พบบันทึกรายงานที่บอกถึงที่ตั้งรูปปั้นทั้ง 5 โดยให้ทำพิธีทางพุทศาสนา ที่ชั้นล่างกำแพงที่ใหญ่ ซึ่งดวงวิญญาณของสาวพรหมจรรย์ที่ถูกสังเวยนั้นจะไปสู่สวรรค์ได้ และถ้าหาก Junseiสามารถทำทุกอย่างที่บันทึกไว้ได้ จะไม่มีใครต้องอ่านข้อความอย่างงี้อีกและเค้าก็จะสามารถดำเนินการเขียนเรื่องที่ได้ตั้งใจไว้ และสุดท้ายนี้Junsei ได้ขอบคุณ Tomoe ผู้ที่เป็นทั้งเลขและเพื่อนที่ดีของเค้าซึ่งเสียชีวิตไปแล้วด้วย เพราะถ้าหากไม่มีคำพูดทิ้งท้ายของเธอไว้แล้วเค้าก็คงไม่สามารถทำงานนี้ได้สำเร็จ แต่ถ้าหากเค้าไม่รอดก็ขอให้คนที่อ่านข้อความที่พบของเขาเอาไปฝั่งในพิธีศพด้วย

โดยเนื้อความในบันทึกของการวาง 5 รูปปั้นที่ Junsei ทราบก็มีดังนี้คะ..

ขังวิญญาณของสาวพรหมจรรย์ โดยการเอารูปปั้นทั้ง 5 นั้นไปวางบนส่วนที่ถูกทำร้าย และทำการขอบคุณที่เทพเจ้าทั้งหลายได้ให้การคุ้มครอง และวางหินแทนตรงที่วางรูปปั้นทั้ง 5ในตำแหน่งที่ถูกต้อง แสดงให้หญิงสาวเห็นว่าไม่ได้มีความเมตตาให้ และทำการตราแขนขาของเธอจากข้างหนึ่งไปข้างอื่น ๆ

 แต่สุดท้ายแล้วJunsei เองก็ไม่รอดจากผีสาวนั่นตายตามคนอื่น ๆ ไป

ต่อมามีข่าวออกมาว่า ได้พบร่างของคนในบริเวณภูเขา Himuro โดยร่างของคนนั้นแขนขาโดนแยกออกจากร่าง ตำรวจกำลังสืบสวนว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุ โดยร่างของชายผู้เสียชีวิตนั้นคาดว่าน่าจะอายุประมาณ 30 ปี และตำรวจได้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นCase เดียวกับศพที่เจอเมื่อ 15 ปีก่อนหน้านี้

และมีอีกข่าวหนึ่งคือ(ก็เรื่องของ 3 คนที่หายไปอะนะคะ...)

ว่านักเขียนชื่อดัง Junsei Takamine อายุ 42 ปี ได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 8 ของเดือนนี้ และ เลขาสาว Tomoe Hirasaki กับ ผู้ช่วยอีกคนหนึ่งคือ Koji Ogata ก็ได้หายตัวไปด้วยเช่นกัน และการติดต่อล่าสุดคือเมื่อวันที่ 8 ก.ย. เค้าได้โทรไปบอกทางสำนักพิมพ์ว่าจะเดินทางไปรวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือเล่มใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับอีกเลย 14 วัน ทางสำนักพิมพ์เกิดสงสัยขึ้นเมื่อการเดินทางไปรวบรวมข้อมูลในการเขียนนั้นใช้ระยะเวลานานเกินกว่าปกติแต่ตั้งแต่ไม่ได้รับโทรศัพท์ของ Ogata อีก(แสดงว่า Ogata ต้องแอบโทรมาบอกแน่นอนก่อนที่จะหายไปใน Himuro Mansion) อีกเลยจึงสรุปได้ว่าทั้ง 3 หายไป

และต่อมาตาพี่ของ Miku ออกโรง.. Mafuyu เมื่อรู้ว่าเพื่อนของตัวเองหายไปจึงออกตามหาและรู้ว่า junsei คงต้องไปที่ Himuro Mansion อย่างแน่นอน จึงลุยเดี่ยวไม่บอก Miku ว่าจะไปไหน

 เมื่อไปถึงแล้ว Mafuyu ได้เดินสำรวจบ้าน จนกระทั่งไปอยู่ตรงทางเดิน 3 แพร่ง เค้าพบกับกล้อง obscura จึงหยิบขึ้นมาดู แล้วมองตรงกลางทางเดินมีกระจกอยู่จึงมองไปที่กระจกและเห็นเงาของผู้หญิง(ที่ Tomoe เห็นนั่นแหละคะ) ด้วยความตกใจ Mafuyu ได้วิ่งหนีไปตามทางเดินที่เดินเข้ามา ในระหว่างนั้นก็มีของมือเป็น10ๆ ของคนมากมาย และวิญญาณสาวนั่นก็มาเอาตัว Mafuyu ไป

จบ Part 1

 

edit @ 5 Mar 2009 16:09:53 by Amai Ochiki

edit @ 5 Mar 2009 16:12:24 by Amai Ochiki

Fatal Frame II Crimson Butterfly (part 1)

posted on 01 Mar 2009 17:31 by 8i8-nobara-8i8  in GAMES

F1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เนื้อเรื่องอย่างละเอียดที่มีมากกว่าในคู่มือเฉลยเกม 

 

 

สวัสดีคะผู้อ่านทุกท่าน(ขอเกริ่นนำสักนิด..(^-^;)) เกม Fatal Frame II: CRIMSON BUTTERFLY นี้เป็นเกมที่ออกมานานหลายปีแล้ว หลาย ๆ ท่านคงเคยได้เล่นและสัมผัสความน่ากลัว หลอนๆ ของผีในเรื่องจนจบมาแล้วบ้าง แต่บางท่านอาจจะยังไม่เคยและคิดจะเล่น หรือไม่บางท่านอาจจะเล่นแล้วแต่ไม่กล้าเล่นต่อ และอีก blah blah blah~ แต่ ! ที่ทำให้เกมนี้สนุกมากขึ้น(นอกเหนือจากการถ่ายภาพวิญญาณ) คือเนื้อเรื่องของเกมที่ลึกลับซับซ้อน(จนบางท่านอาจจะยังสับสนอยู่หรือไม่เคยรู้มาก่อนเลย) เนื่องจากเราจะทราบเรื่องทั้งหมดได้นั้นจำเป็นต้องเก็บบันทึก(และอ่าน)ทั้งหมดภายในเกม ไม่ว่าจะเป็น หินวิญญาณ(ที่ต้องฟังกับ Radio ที่ Dr.Aso ประดิษฐ์), Memo, File และดูภาพเหตุการณ์ภายในเกม ไม่จำเป็นแล้วคะ เพราะว่าJinsnจะมาบอกเล่าให้ผู้อ่านทุกท่านได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเองคะ! ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 parts (เพราะเรื่องมันยาวคะ Jinsn นั้นได้ล้วงความลับของเกมนี้อย่างหมดไส้หมดพุงเลยคะ! เชิญอ่านเรื่องราวทั้งหมดของเกมนี้ได้เลยคะ...

 

PART 1 

(...Jinsnขอบอกเล่าไล่ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ฝาแฝด(ตัวเอกของเกมในภาคนี้)เข้ามาในหมู่บ้านนะคะ ส่วนความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะงงคะ เพราะถ้าอ่านที่Jinsnบอกเล่าในนี้จะGot it ทันที่ 100% คะ! ไม่ต้องนั่งหาใน Blog หรือWebอื่นๆ เลยคะ (^v^)...)

 

CRIMSON BUTTERFLY เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน BASED ON A TRUE STORY หลายปีเลยทีเดียว..

 

F2
 
 

...หมู่บ้านAll Godเป็นหมู่บ้านกลางป่าเขาลำเนาไพร(ที่ถือว่าใหญ่พอสมควร) และมีพิธีกรรมแปลกๆ เกิดขึ้น ซึ่งการจัดพิธีกรรมนี้จะมีผู้นำ 3 ตระกูลในหมู่บ้านมาประชุมกันพร้อมกับชาวบ้านหลังอื่น ๆ อันได้แก่ ตระกูลOsaka, ตระกูลTachibana และตระกูลKiryu พิธีกรรมนี้จะทำขึ้นเพื่อปิดประตูนรก หรือในเกมจะเรียกว่า “Hellish Abyss”หากไม่ทำพิธีกรรมแล้วจะเกิดเหตุการณ์ที่เราเรียกว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เรียกว่า “แผ่นดินไหว” หรือไม่ก็แห้งแล้ง แต่ที่ประหลาดคือจะมีคนโดนฆ่าตาย สุดท้ายคือหมู่บ้านแห่งนี้จะโดนกลืนหายไปในความมืด ดังนั้นด้วยความที่ผู้ใหญ่บ้านของเราทั้งสามไม่ต้องการให้เกิดเหตุร้าย จึงจำเป็นต้องทำพิธีกรรม(Ceremony) ที่มีขึ้นเป็นประจำเป็นปรกติ(ของหมู่บ้าน All God)

 

พิธีกรรมนี้จำเป็นต้องใช้ฝาแฝด(จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง)ไปเป็นเครื่องบูชายัญเพื่อปิดประตูนรกนั้นโดยในพิธีกรรมนั้นจะมีเพียง Priests(ซึ่งตระกูลKurosawa จะเป็นผู้ปฏิบัติ *เสริมนิด : ตระกูลนี้เป็นเหมือนที่แยกออกมาจากทั้ง 3 ตระกูลใหญ่ ๆ และจะเป็นผู้ดำเนินพิธีกรรม ถึงแม้จะไม่มีอำนาจเท่า3ตระกูลที่ว่าไปข้างต้น แต่ชาวบ้านก็เชื่อคำพูด ความคิดของตระกูลนี้มากที่สุด (แบบว่าใหญ่สุด เลวสุด แต่ไม่แสดงออกให้ใครรู้), ผู้ที่ถูกเรียกว่า “The Mourner”(จะแจกแจงรายละเอียดของThe Mournerนี้ในช่วงที่ Dr.Aso เข้ามาในหมู่บ้านแล้วนะคะ) และฝาแฝดทั้ง2คนเท่านั้น

 (..ขอเสริมนิดนึงให้เป็นที่เข้าใจการเรียกคนไหนว่าแฝดผู้พี่-ผู้น้องก่อนนะคะ..)

 

จากบันทึก...

ในปกติแล้วคนเรานั้นเวลามีการคลอดทารกแฝด จะถือว่าคนที่คลอดออกมาก่อนนั้นเป็นผู้พี่ ส่วนคนที่2 เป็นผู้น้องแต่หมู่บ้านAll God นั้นไม่ใช่..เค้าถือว่าคนที่เกิดออกมาก่อนนั้นเป็นน้อง ส่วนที่คลอดตามหลังมาเป็นผู้พี่เสมอมา จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ.1874 ทางการแพทย์ได้ตกลงกันให้นับแฝดที่เกิดอย่างที่พวกเรานับกันปรกติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

ดังตัวอย่าง...

 

ฝาแฝดTachibana*ตามหมู่บ้าน All God คือ Mutsuki เป็น “น้อง”Itsuki เป็น “พี่”           *ตามปรกติ          คือ Mutsuki เป็น “พี่” Itsuki เป็น “น้อง”(Mutsuki คลอดออกมาก่อน Itsuki)

 

 เป็นต้น

 

และชาวบ้าน All God นี้ยังมีความเชื่อที่ว่าฝาแฝดนั้น ความจริงแล้ว(คิดไปเอง)เป็นดวงวิญญาณดวงเดียวกันแต่เมื่อมาอยู่ในครรภ์มารดาแล้ว แยกออกเป็น2ร่าง(ตามที่พวกชาวบ้านเค้าเข้าใจกันนะ) และหากทำพิธีกรรมปิดประตูนรกนี้แล้ว แฝดผู้น้อง (นับตามแบบ All God) จะต้องตายตาย แล้วจะกลายเป็นวิญญาณ วิญญาณนั้นจะแปรเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของผีเสื้อแดง

 

F3

 

และรวมเป็นหนึ่งกับแฝดพี่ที่รอด(ซึ่งเค้าเรียกว่า“The Remaining”) และจะต้องเป็นวิญญาณในรูปผีเสื้อแดงคอยปกป้องหมู่บ้านนี้รวมทั้ง Hellish Abyss ด้วย (เราจะเห็นได้ในเกมว่ามีผีเสื้อแดงอยู่ทั่วทุกที่ในหมู่บ้าน) และการที่ทำพิธีนี้จะทำให้พลังวิญญาณของแฝดที่รอดมานั้นมีกำลังมากขึ้นด้วยคะ ส่วนการทำพิธีนั้นถือว่าซาดิสม์มิใช่น้อย(สำหรับJinsnเองนะคะ คนอื่นอาจจะธรรมดาก็ได้(^-^;)) นั่นคือ แฝดน้องนั้นจะต้องนอนลงบนแท่นบูชาแล้วแฝดผู้พี่นั้นจะต้องบีบคอน้องตัวเองให้ตายคามือ(ส่วนพวก Priests และMourners นั้นยืนดูเฉยๆ เมื่อแฝดน้องตายแล้ว Mourners จะยกร่างของแฝดน้องนั้นโยนลงไปในหลุม(ที่เชื่อว่าเป็นประตูนรก)

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำจนเป็นเรื่องปกติและดูเหมือนทุกคนจะทำใจยอมรับการทำพิธีที่โหดร้ายนี้ได้แล้ว แต่ก็เกิดเรื่องจนได้คะ เมื่อชะตากรรมอันโหดร้ายนั้นมาตกที่ฝาแฝดหญิงตระกูลKiryu

 

 F4

(Yoshitatsu Kiryu)

พ่อของแฝดหญิงนั้นมีชื่อว่า Yoshitatsu Kiryu หรือที่เราพบในเกมจะบอกว่าเค้าคือ Doll Maker นั่นเอง (พบได้ใน Chapter 6 บ้านตระกูลKiryu ห้องแขวนตุ๊กตาและเราต้องสู้กับเค้าด้วย) ด้วยความเป็นพ่อ(ที่พ่อทุกคนมี)นั้น ไม่อยากให้ลูกสาวของตนนั้นต้องตาย จึงพยายามหาทางช่วยลูกแฝดของตนทุกวิถีทางอย่างลับ ๆ ไม่ให้ใครรู้

 

F4

(Azami-Akane Kiryu)

 

ส่วนด้านแฝดสาวKiryu Azami(ผู้น้อง) และ Akane(ผู้พี่)นั้นรู้ชะตากรรมของตนเองว่าสักวันคงต้องถึงตาพวกตนบ้าง ซึ่งในแต่ละวันก่อนวันพิธีนั้น เธอทั้งสองคนได้บันทึกเรื่องราวความคิดของตนลงในสมุดบันทึกด้วยกันว่าเธอทั้งสองนั้นจะหนีไปด้วยกัน Azami นั้นบอกกับAkane เสมอว่าเธอจะอยู่กับแฝดพี่เสมอไป จะไม่แยกจากกัน พวกเธอทั้งสองได้วางแผนหนีไปด้วยกัน โดยผ่านทางศาลเจ้าและลอดโพรงใต้ต้นไม้ซึ่งมีทางออกไปจากหมู่บ้านนี้ในคืนวันทำพิธี แต่แล้วทั้งสองก็ไม่สามารถออกจากหมู่บ้านนี้ไปได้ เนื่องจากพวกชาวบ้านรู้ทันเสียก่อนและจับตัวพวกเธอได้ก่อนจึงพาเข้าไปทำพิธีทันที

 

จากบันทึกของ Akane (Violet Diary 1)ได้เขียนไว้ว่า... ทำไมต้องฆ่า? ซ้ำไปซ้ำมา หลายบรรทัด

 

F14

(Violet Diary 2) บอกถึงเหตุการณ์ขณะที่Akane นั้นอยู่ในระหว่างพิธีกรรม..มือของAkane นั้นบีบแน่นอยู่รอบคอของ Azami คอของAzami ที่ทั้งนุ่ม อุ่น และยังหายใจอยู่ มือของAkane ที่บีบคอเธออยู่นั้นทำให้เธอเจ็บปวดมากมาย และในตอนสุดท้าย(เกือบสุดแล้ว)พวก Veiled Priests เข้ามาช่วยAkane แต่ Azami พูดว่าเธอต้องการให้ Akane เป็นคนทำคนเดียวเท่านั้น(ใจถึงมาก) หลังจากพิธีกรรมเสร็จสิ้นเธอเสียใจเป็นอย่างมากและเริ่มตัดขาดจากโลกภายนอก เธอทำได้เพียงขอโทษ Azamiให้อภัยฉัน การฆ่าจบลงแล้ว ฉันจะไม่ทำให้ใครเจ็บอีกแล้ว

 

ด้านของYoshitatsu Kiryu นั้นได้นำลูกสาวของตน (Azami)กลับมาที่บ้านด้วย(ร่างอะนะคะ ส่วนวิญญาณนั้นโดนสังเวยไปในHellish Abyss แล้วคะ) เมื่อเห็นลูกสาวซึ่งกลายเป็น the Remaining ของตนทุกข์จึงได้ทำตุ๊กตาขึ้นมาซึ่งมีนาดเท่ากับตัวลูกสาวฝาแฝดเค้า เมื่อเสร็จแล้วได้ให้ Akane ไปเพื่อจะทำให้เธอนั้นอุ่นใจบ้าง ซึ่งตุ๊กตาที่ทำนั้นเหมือนกับAzami และเพื่อไม่ให้คนที่พบเห็นบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันแล้ว Akane นั้นไม่เคยทิ้งตุ๊กตาตัวนั้นห่างจากตัวเลยแม้วินาทีเดียว และชอบมองตาตุ๊กตาตัวนั้นอยู่เสมอและกระซิบอะไรบางอย่าง และดูเหมือนจะกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ถึงแม้จะกลายเป็นคนอ่อนไหวง่ายก็ตามที Yoshitatsu ยังได้รำพันว่าหากไม่มีการสังเวยนั่น Azami คงไม่ต้องกลายเป็นผีเสื้อและAkane จะต้องไม่เสียวิญญาณของเธอไป(น้องสาว) แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขารู้สึกถึงความแปลกไปของ Akane ตั้งใจจะทำลายตุ๊กตา(ฆ่าAzami)ตัวที่เป็นตัวแทนของ Azami สาเหตุเพราะว่าเค้าได้พบกับเหตุการณ์ในคืนหนึ่งว่า...เขาได้ยินเสียงคนเดิน แต่ก็คิดว่าเป็นของAkane แต่มันเหมือนกับเสียงฝีเท้าของAzamiมากเหมือนเธอเดินอยู่จริง ๆ (เป็นพ่อที่จำรายละเอียดของลูกได้มาก น่านับถือ) และเขาได้เฝ้าดูพฤติกรรมของลูกอยู่ตลอด(กลัวแบบว่า ฆ่าตัวตาย) Akane ใช้เวลาส่วนใหญ่คิดถึงน้องสาวของเธอและวิญญาณนั้นต้องเข้าไปอยู่ในร่างของตุ๊กตาที่พ่อเธอทำให้ไว้ และมีคำกล่าวที่ว่า เมื่อวิญญาณเข้าไปอาศัยอยู่ในร่างของตุ๊กตาแล้วมันสามารถขโมยชีวิตของคนอื่นได้ด้าน Akane นั้นก็ห้ามไม่ให้พ่อของเธอฆ่า เพราะเธอไม่อยากให้มีการฆ่าเกิดขึ้นอีกครั้ง และแจ่มแจ้งมากขึ้นเมื่อ Akane นั้นดูไม่ใช่คนอีกต่อไป เธอเหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกควบคุมโดยAzamiและเอาแต่พูดว่า ฉันไม่อยากโดนฆ่า ครั้งแล้วครั้งเล่า และเริ่มเหมือนลูกสาวของเขาที่ตายไป(ก็Azamiนั่นแหละ) ดังนั้นAzamiจำเป็นต้องโดนฆ่าอีกครั้ง

 

ต่อมาAkaneได้ทำลายเครื่องจักรที่เป็นตุ๊กตาที่สามารถเปิดเป็นทางผ่าน(The Passageway) ซึ่งเป็นทางผ่านเดียวไปยัง Hellish AbyssและAkaneนั้นยังได้นำชิ้นส่วนของตุ๊กตาที่ทำลายไปด้วย ดังนั้นตัวพ่อเองก็จำเป็นต้องทำการซ่อมตุ๊กตาฝาแฝดนั่นอีกครั้งและนำตุ๊กตาที่แทนร่างของ Azami โยนลงไปใน Hellish Abyss เพื่อส่งวิญญาณนั้นกลับนรก และก่อนตายนั้นเขาได้บันทึกในสมุดว่า.. เขาได้เห็นAzami แต่ถึงอย่างงั้นก็ตามวิญญาณของAzamiคงจะต้องไปอยู่ในHellish Abyss ตอนนี้ Azami นั้นเคยได้ขอร้องให้ตัวเขานั้น ฆ่าAzami Doll เขาได้ทำหลุมที่ผิดพลาดขึ้น ฝาแฝดนั้นจะต้องกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง เขานั้นผิดไปแล้วที่ทำตุ๊กตานั้นขึ้นมา และเขาคิดว่าAzami(ที่ทำไปก็เพราะไม่อยากเป็นวิญญาณอยู่ในตุ๊กตา) มันถูกซ่อนไว้ในกล่อง สักแห่งหนึ่งในบ้าน และลูกสาวเค้าต้องตายอีกครั้งและAkaneจะต้องเจ็บปวดอีกครั้งเช่นกัน หากไม่มีพิธีกรรมนี้ก็จะไม่มีใครต้องรู้สึกเจ็บปวดอย่างงี้... วิธีแรกที่ต้องทำในการฆ่าตุ๊กตานั้นคือ โดยเขาต้องนำตุ๊กตานั้นไปห้อยไว้ และก็ปามันลงไปใน Hellish Abyss ตุ๊กตานั้นรู้ว่าเขาจะทำเช่นนี้และเข้าควบคุม Akane ไว้ทันทีและเพื่อที่จะพยายามให้ฆ่าเขาผู้เป็นพ่อ เขาต้องปามันลงไป ถึงแม้ว่าเขานั้นจะต้องมองลงไปใน Hellish Abyss และทำให้เขานั้นต้องมองไม่เห็นอีกก็ตาม..

 

ในบันทึก Charred Notes ที่พ่อของแฝดสาวKiryu บันทึกไว้คือ(เกี่ยวกับตุ๊กตาที่ทำ).. วิญญาณของตุ๊กตานั้นจะทำให้กลไกนั้นทำงาน ตัว Yoshitatsu นั้นสามารถทำส่วนอื่น ๆ ที่หายไปมาใหม่ได้อีก แต่ไม่สามารถใช้ดวงวิญญาณที่เหมือนกัน(เหมือนออกมาจากพิมพ์เดียวกัน)ได้ และจะไม่ปล่อยให้วิญญาณนั้นถูกสิ่งมีชีวิตของนรกนั้นแตะต้องสัมผัสกับวิญญาณนั้นเด็ดขาด วิญญาณคือกุญแจ ที่จะต้องเก็บไว้กับตัวYoshitatsu.. อีกบันทึกหนึ่งนั้นชื่อว่า Design Plans (เกี่ยวกับตุ๊กตาอีกเช่นกันแหละคะ).. เปิดลูกตาของตุ๊กตาขึ้นและให้วิญญาณของ The Shrine Maiden(วิญญาณที่ได้จากการสังเวยใน Hellish Abyss ที่เป็นผู้หญิง) เมื่อทั้งสองฝ่ายนั้นหันหน้ามาเจอกัน สะพานที่เชื่อมต่อผ่านไปยังใต้ดินก็จะปรากฏขึ้น เขาได้ลองใช้ 1 ใน wind-up clock ที่นำมาจากตะวันตกเพื่อกลไก Twin Shrine Maiden นี้โดยเฉพาะ

 

ด้านของAzami(ที่เป็นวิญญาณ ได้บันทึกลงในสมุดเช่นกัน) (Violet Diary 3)  เธอได้บอกผู้เป็นพ่อว่า... ไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนของAzami เพื่อ Azami เอง เพราะว่าเธอได้รวมเป็นหนึ่งกับ Akane และจะอยู่ด้วยกันตลอดไป และได้สั่งให้ฆ่าตุ๊กตาที่ทำ(ไอ้ตุ๊กตางี่เง่านั่น! ßอันนี้ไม่ได้เขียนเสริมเอง แต่มีในบันทึกจริง ๆ !) แต่สุดท้ายแล้วเค้าก็ไม่ทำ จนในที่สุด Akane นั้น โดนควบคุมเป็นหนึ่งเดียวกับ Azami และ Azami (ที่เข้าไปสิงในตุ๊กตาได้ควบคุมจิตใจของ Akane จนสำเร็จ ผลสุดท้ายคือ Akane นั้นฆ่าพ่อตายด้วยตัวของเธอเอง...

 

 F6(Mutsuki-Itsuki และ Chitose Tachibana) 

เวลาผ่านไปได้มีคู่แฝดเกิดขึ้นอีกแต่จำนวน 2 คู่คือ แฝดตระกูลTachibana (แฝดผู้ชาย) และแฝดตระกูล Kurosawa (แฝดผู้หญิง) แฝดของตระกูลทั้ง2นี้รู้จักกันดีมาตั้งแต่ยังเล็กสนิทสนมกันมาก แต่แล้ววันหนึ่ง(อานะเรื่องมันชอบให้เป็นแบบนี้...)วันที่ประตูนรกจะถูกเปิดอีกครั้ง คราวนี้ทั้งหมู่บ้านก็จำเป็นต้องส่งฝาแฝดไปสังเวย แต่คราวนี้ดันมีฝาแฝด2คู่ ทั้งหมู่บ้านจึงประชุมกันและจากการบันทึกรุ่นต่อรุ่นมาใน All God นั้นได้บอกว่าสามารถใช้เด็กแฝดที่เป็นผู้ชายก็ดี และจะเรียกว่าแฝดคู่นั้นว่า “Altar Twins”เอาหล่ะทีนี้ตระกูลTachibanaและตระกูลKurosawa ก็คิดหนักว่าจะเอาใครไปลงหลุม แต่สุดท้ายแล้วKurosawaก็เลือกให้เอาเด็กแฝดผู้ชายลงหลุม(อันนี้มีการแบบว่า..ช่วยลูกตัวเอง แต่ใครจะกล้าเถียงในเมื่อตระกูลนี้คนเค้านับถือไม่มีใครสามารถค้านได้มานานแสนนาน) และสองพี่น้อง Mutsuki TachibanaและItsuki Tachibana ก็ปรึกษากันทันที ด้านแฝดสาวSae และYae Kurosawa นั้นเมื่อรู้ก็ตกใจมากและกลัว เนื่องจากเธอนั้นดันไปได้ยินพ่อของเธอเองนั้นพูดคุยกับพวกชาวบ้านว่าจะทำ Kusabi อะไรสักอย่างซึ่งเธอไม่เคยรู้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร

 

 F7(Seijiro Makabe) 

ในช่วงนั้นเองได้มี Seijiro Makabe เพื่อนซี้ของ Dr.Kunihiko Aso ซึ่งชอบศึกษาเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับ ธรรมชาติ ความเชื่อ พิธีกรรมต่าง ๆ เหมือนกันได้เข้ามาในหมู่บ้านพร้อมกับ Ryozo Munakataผู้ช่วย 

 

F8

(Ryozo Munakata)

 

โดยMakabe นั้นเป็นผู้ที่เดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อศึกษาเรื่องนี้มาแล้วอย่างมากมาย และที่หมู่บ้านAll God ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่เขาต้องการสำรวจและพิสูจน์ให้โลกภายนอกรู้ว่ายังมีพิธีกรรมแปลก ๆ เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้หากดูจากแผนที่จะไม่สามารถหาเจอได้ เพราะว่ามีเมฆหมอกประหลาดนั้นปกคลุมบดบังหมู่บ้านไว้ จะรู้ได้ว่าถึงหมู่บ้านAll God ได้นั้นจะมีสิ่งเดียวที่บ่งบอกคือรูปปั้นหินรูปฝาแฝดที่มีรูปผีเสื้อประดับอยู่ด้วย Makabeได้ขอยืมกล้องจากDr.Aso ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อถ่ายสิ่งที่คนปกตินั้นไม่สามารถมองเห็นได้

 

 F9

(หรือที่มีชื่อเรียกว่า “Obscura”(รายละเอียดของกล้องนี้คะ : กล้องนี้เป็นกล้องถ่ายรูปที่พิเศษประดิษฐ์ขึ้นโดย Dr.Aso เพื่อจับภาพสิ่งเร้นลับที่เราคนปกตินั้นไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปสิ่งเร้นลับในอดีตและวิญญาณต่าง ๆ แต่ ว่าอุปกรณ์ ความสามารถของกล้องนี้ยังไม่สมบูรณ์ดีพร้อม เมื่อเราใช้กล้องนี้ถ่ายแล้ว สิ่งที่โดนถ่ายด้วยกล้องนี้จะมีปฏิกิริยาที่ลึกลับ Seijiro Makabe เป็นนักศึกษาเกี่ยวคำเล่าลือพื้นเมือง(ก็คือของญี่ปุ่นนั่นเอง) ผู้ที่ได้เข้ามาค้นหาสืบสวนหมู่บ้าน All God ได้ยืมกล้องของ Dr.Aso เพื่อถ่ายภาพข่าวลือเกี่ยวกับพิธีกรรมที่ชั่วร้าย Dr.Aso ก็เป็นนักศึกษาประเภทเดียวกับ Makabe แต่สิ่งที่เขาสนใจ (เอกด้านนี้มาก) คือ โลกของวิญญาณ เขาได้ใช้เวลาในการแก้ไขอุปกรณ์เครื่องมือไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูปหรือวิทยุ เพื่อพยายามที่จะทำสิ่งที่สามารถมองเห็นสิ่งเร้นลับนั้นได้ เขาได้ถูกหลบเลี่ยงจากวิชาการทางโลก(ก็น่าจะเป็นเพราะการศึกษาเรื่องวิญญาณของเขาเองที่ทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้)กับเพื่อนซี้เขาคือ Makabe)และได้นำ Radio สิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นหนึ่งของเพื่อนซี้มาด้วย ซึ่งใช้ฟังเสียงจากหินวิญญาณซึ่งเสียงที่อยู่ในหินนั้น เป็นเสียงที่อยู่ในโลกวิญญาณคนปกติไม่สามารถได้ยินด้วยเช่นกัน (อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Spirit Stone Radio คะ : The Spirit Stone Radio ได้ดัดแปลงตั้งเป็นCrystal radio ที่ใช้Crystals ที่เป็นส่วนหนึ่งของCrystals ทั่ว ๆ ไป ซึ่งมันนั้นสามารถได้รับเสียงต่าง ๆ จากโลกวิญญาณ ซึ่งสิ่งประดิษฐ์นี้ประดิษฐ์ขึ้นโดย Dr.Aso ผู้ที่ออกแบบกล้อง Obscura (มีเรื่องของ Dr.Aso เล็กน้อยคะจากบันทึกมี่พบใน Spirit Stone Radio คะว่า..หลังจากที่Dr.Aso นั้นได้ให้ Makabe ไปยืมใช้รวมถึงกล้องด้วยนะคะ เพื่อสำรวจส่องตามที่Makabe ต้องการ แต่เขาก็รีบจากโลกไปอย่างฉับพลัน การตายของDr.Aso นั้นมีความหมายอย่างหนึ่งว่า ผู้อยู่เบื้องหลังวิธีการจับภาพวิญญาณนั้นจะถูกทิ้งให้เป็นปริศนาต่อไป..) และจะนำผลงานที่ถ่ายมาได้นั้นเอามาให้ Dr.Aso อย่างแน่นอน และวัตถุประสงค์หลักของเขาที่ต้องการทำให้สำเร็จคือการพิสูจน์ให้แจ่มแจ้งเกี่ยวกับตำนานในสมัยโบราณที่มีการทำพิธีกรรมปิดประตูกำแพงที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และนรก นั้นมีจริงหรือไม่และทำกันอย่างไร โดยจะต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานยืนยันความจริงแก่คนภายนอกหมู่บ้าน
 ในการเข้ามาในหมู่บ้าน All God นี้เขาได้เข้ามาทำความรู้จักกับครอบครัวตระกูลKurosawa เป็นตระกูลแรก ทำให้ทั้ง2ซี้กันอย่างรวดเร็วรวมทั้งเด็กแฝดสาวด้วย(ซี้มากกับ Munakata หากใครดูMovie จะรู้ได้ทันทีเลยว่า2สาวนี่ ชอบพ่อหนุ่มนอกหมู่บ้าน) และเชื่อมโยงไปถึงแฝดหนุ่มTachibana ซึ่งซี้กันเร็วมาก เนื่องจากการแนะนำของแฝดสาว Kurosawa แต่หารู้ไม่ว่า Ryokan Kurosawa (พ่อของแฝดสาว)ได้วางแผนจะทำKusabiโดยใช้ใครสักคนหนึ่ง ไม่ Munakata ก็Makabe เมื่อทั้ง2ได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านสักพักหนึ่งก็ได้ยินชื่อพิธีกรรมแปลก ๆ จึงเกิดความสนใจ โดยเฉพาะMakabeได้เดินเที่ยวถามชาวบ้านไปทั่วแต่ก็ไม่มีใครยอมบอกอะไรมาก เค้าจึงหาจากหนังสือแทนซึ่งได้ความมาว่า...พิธีกรรมที่เขาสงสัยนั้นเป็นพิธีกรรมที่ทำขึ้นตามความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน คือเพื่อปิดประตูนรก Hellish Abyss หากไม่ทำพิธีกรรมนั้นแล้วจะเกิดภัยพิบัติมากมายแก่หมู่บ้านแห่งนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจึงทำการหาต่อไป และเขานั้นก็พยายามหาทางพูดคุยกับItsuki Tachibana ด้วย ซึ่งอยู่ที่ไหนสักแห่งในหมู่บ้านนี้และข้อมูลที่ Makabe ได้มาและสามารถสรุปได้อย่างยอดเยี่ยมจากบันทึกหลาย ๆ เล่มที่เราสามารถเก็บได้ภายในเกม แต่อ่านแล้วก็ไม่ Get สักที แต่อ่านของHe แล้ว Get มากหะ  

The Hellish Abyss

คือหลุมดำขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับลานสังเวยชีวิตของเด็กแฝดที่เข้าพิธี โดยชาวบ้านเรียกหลุมดำนั้นว่า “Hellish Abyss”ชาวบ้านนั้นเชื่อกันว่าคือประตูทางเข้าของนรก และโยนสิ่งที่บูชาสีแดงลงไปในหลุมนั้น เพื่อปัดเป่าความมืดที่จะมาครอบคลุมหมู่บ้านของพวกเขา ในหนังสือที่เราพบนั้น(ในเกม)จะเขียนเครื่องหมายนี้ “*” แทนชื่อของหลุมดำนี้ และทุกคนที่มองลงไปในหลุมนี้จะต้องตายด้วยความโกรธผู้ทำพิธีใน Hellish Abyss นี้เราจะเรียกว่า The Mourners ตาของพวกเขานั้นจะถูกปิดมองไม่เห็น ใครก็ตามที่พยายามจะมองลงไปในหลุม จะถูกเรียกว่า The Mourners ด้วยเช่นกัน และตาจะถูกเย็บปิดไว้ด้วย 

The Mourners

คือผู้ที่มองลงไปในหลุมดำ หรือผู้ที่ประกอบพิธีใน Hellish Abyss พวกเขาเหล่านี้ก็อย่างที่กล่าวไว้ในเรื่องข้างต้น พวกเขายังมีหน้าที่โยนศพของแฝดที่ถูกบูชายัญลงไปในหลุม และคอยปกป้องดูและ Hellish Abyss จากคนภายนอก นอกจากนี้เมื่อปีแห่งการทำพิธีใกล้เข้ามาถึงพวกเขานั้นจะทำการเย็บตาของตัวเอง ดังนั้นพวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นThe Hellish Abyss ได้แม้แต่แวบเดียว และไม่ว่าจะด้วยการฆ่าหรือใครก็ตามที่มองลงไปในหลุมเองและเห็น hellish Abyss แล้วนั้นจะต้องกลายเป็น Mourners พวกเขาสามารถเดินทางผ่าน The Passageway ในหมู่บ้าน All God หลังจากพิธีกรรมแล้วพวกเขาจะอาศัยอยู่ใต้ดินไม่กลับออกมาภายนอก มันจะเลวร้ายสักแค่ไหนกันหากมองเบื้องหลังของสิ่งนั้น?

 

และในช่วงแรก ๆ ที่มาถึงหมู่บ้าน All God นั้น Makabeได้ให้แฝดสาว Kurosawa ถ่ายรูปคู่กัน เมื่อถ่ายออกมาแล้ว Makabeได้เอารูปให้ Yae และ Sae ดู ในรูปถ่ายนั้นหน้าของ Sae แปลก ๆ ไป

 

 F15

แต่มันทำให้ภาพนี้ดูหน้ามอง Makabe นั้นอาจจะต้องถูกฆ่าก็ได้ เพราะว่าการปัดเป่าทำความสะอาดหมู่บ้านนั้นยังไม่เสร็จสิ้นดี

และบันทึกอื่น ๆ ที่ Makabe ได้บันทึกไว้ก็มีดังเรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้คะ...

 ในปีที่ผ่านมานั้น ในทุกพื้นที่จะมีพื้นที่ที่สำหรับทำพิธีกรรม โดยมากการตอบแทนด้วยพิธีกรรมนี้ก็เพื่อพยายามทำให้เทพเจ้าของเขานั้นสงบ หากการทำพิธีกรรมทั้งหมดนั้นล้มเหลว กำแพงนรกนั่นจะถูกเปิดออก สิ่งที่ตายไปแล้วจะออกมาจากที่นั่นและท้องฟ้าจะมืดมิด พวกเขาเรียกเหตุการณ์ณ์นี้ว่า... “การสำนึกผิด”

บ้านของตระกูลKiryu และบ้านของตระกูล Tachibana

 

 F16

(Heaven Bridge)

 

นั้นต่างเชื่อมต่อกันโดยสะพานที่เชื่อมระหว่างกัน และเรียกบ้านทั้งสองที่เชื่อมกันว่า “Twin Houses”(บ้านแฝด) The Twin Shrine Maidens (หรือฝาแฝดKiryu ได้แก่ Azami-Akane) จะต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ก่อนเข้าพิธีกรรมและจะต้องขจัดปัดเป่าทำความสะอาดที่นั่นด้วย ในระหว่างที่ทำความสะอาด พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก แต่พวกเขาสามารถเดินผ่านระหว่างสองบ้านที่เชื่อมต่อกันได้อย่างเป็นอิสระ โดยสะพานที่เชื่อมระหว่างกันนั้นที่อยู่บนชั้น2นั้นของ ตระกูลTachibana เรียกว่า “Heaven Bridge”(สะพานสู่สวรรค์) และสะพานที่อยู่ในทางใต้ดินของบ้านตระกูลKiryu นั้นถูกเรียกว่า “Earth Bridge” (สะพานสู่โลก) และสะพานนี้เองที่สามารถเชื่อมโยงไปยังทาง The Passageway ที่อยู่ด้านล่าง The Passageway นี่ก็เป็นถ้ำธรรมดาที่อยู่ข้างล่างหมู่บ้าน และในที่ลึกสุดนั้นมีสถานที่ที่ชั่วร้ายอยู่ จะมีเพียงเฉพาะชนชั้นพิเศษอันได้แก่ Priests และกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า The Mourners สามารถเข้าไปได้ และสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นกำแพงของนรกที่ที่มีพิธีกรรมอันชั่วร้าย ซึ่งจะทำกันใต้ดิน 2สาวฝาแฝด Kurosawa ได้มอบแผนที่ของบ้านที่บอกว่าประตูด้านข้างนั้นอยู่ตรงไหน พวกเธอบอกว่าหลังพิธีกรรมที่ถูกซ่อนไว้นั้นใกล้เข้ามา และ Makabe จะต้องหนีออกไปด้วยประตูด้านข้างที่เห็นในแผนที่ในตอนกลางคืน และพวกเธอทั้งสองก็จากไปอย่างรวดเร็ว Makabe นั้นไม่สามารถถามอะไรเกี่ยวกับมันได้ คนอื่น ๆ ภายในบ้าน(ตระกูลKurosawa)ทำตัวเป็นปกติอย่างที่พวกเขาเป็น มันมีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านั้นกันแน่? เพื่อความปลอดภัย Makabe จำเป็นต้องไปบอก Munakata ให้ออกจากหมู่บ้านนี้ไปก่อนเขา และในระหว่างที่เขาค้านหาข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้(และพิธีกรรมแปลก ๆ ด้วย) เขาได้พบกับแผนที่อยู่ใต้ดินในหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง มันดูเหมือนจะเป็นของถ้ำที่อยู่ใต้ดินที่เคยใช้ทำพิธีกรรมและมันอาจจะเป็นทางหนีออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ ทางออกนี้อยู่อยู่ใกล้กับที่บรรจุกระดูก แต่ดูเหมือนจะถูกปิดไว้นานมาแล้ว... เมื่อนานมาแล้วนั้นได้มีผู้มาเยือนที่ภูเขา เมื่อหมู่บ้านเข้าใกล้พิธีที่เกี่ยวกับการแบ่ง เมื่อนั้น The Veiled Priestsได้จับMakabe ไว้ และพวกเขาก็พูดอะไรเกี่ยวกับ Kusabi กับ คนนอก... อะไรมันจะมาตรงกับสิ่งที่ธรรมชาติของพิธีกรรมที่ถูกซ่อนไว้ กุญแจที่เด็กสาวฝาแฝดนั่นได้ให้ไว้กับMakabe ต้องเป็นกุญแจสำหรับประตูด้านข้างของบ้าน กุญแจอีกดอกหนึ่งที่สำหรับห้องขังนั้นจะต้องอยู่ที่บ้านหลังอื่น สอดคล้องกับแผนที่ กุญแจนั้นถูกซ่อนอยู่ในถ้าข้างใต้บ้านOsaka บางทีนี่เป็นอุโมงค์ทางผ่านที่Makabe เคยอ่านเจอก็เป็นได้... ด้วยความมุ่งหวัง คนในคุกไม่ได้บอกอะไรMakabe เลยแม้แต่อย่างเดียวแม้แต่สักคำนึง นี่เป็นผลรวมทั้งหมดของการรวบรวมข้อมูลตามที่ Makabe ต้องการได้เมื่อครั้งที่ Makabe ได้เข้ามาในหมู่บ้าน และออกไปจากหมู่บ้าน และกลับเข้ามาใน All God อีกครั้ง และนี่อาจเป็นเหตุผลจริง ๆหนึ่งที่ Makabe นั้นได้รับเชิญให้เข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้

 แต่นี่ยังไม่ค่อยเข้าใจมากสักเท่าไหร่ว่านานเท่าไหร่แล้วที่หลุมดำที่เรียกว่า Hellish Abyss นั้นเกิดขึ้นและได้ติดต่อกันระหว่างโลกมนุษย์กับนรก ชาวบ้านบอกกับ Makabe ว่าหากสิ่งนี้ถูกเปิดออกจะเกิดสิ่งเลวร้ายขึ้น นี่เป็นเป็นเรื่องเล่าธรรมดาของGate of Hell (กำแพงนรก)  ซึ่งในคำ Taboo นั้นมักใช้ “*”แทนคำว่า Gate of hell หรือ Hellish Abyss ความทุกข์ทรมานของการแบ่งแยก(วิญญาณที่สังเวย)จะทำให้ปิดประตูนรกได้ เมื่อครั้งที่ Makabe เข้ามาในหมู่บ้านใหม่ ๆ นั้น เขาได้ถามหัวหน้าผู้ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับกฎของหมู่บ้าน เขายิ้มให้ Makabe และพูดว่าประเพณีก็คือประเพณี หมู่บ้านแห่งนี้ยังคงยึดถือปฏิบัติตามแบบโบราณเหมือนเดิม

 

 ด้านพี่น้องฝาแฝด Tachibana เมื่อรู้ว่าต้องเป็นฝาแฝดที่เข้าร่วมพิธีกรรมคู่ต่อไปก็กลัวตามประสาคนจะต้องตาย แฝดพี่(นับตามหมู่บ้านนี้)Itsuki ตัดสินใจว่าจะหนีออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไปพร้อมกับ Mutsuki น้องชายฝาแฝด แต่ว่า Mutsuki นั้นไม่แข็งแรงพอที่จะวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านนี้ไปได้ แต่Itsuki สามารถวิ่งได้และพยุงน้องชายฝาแฝดไปได้ แต่สุดท้ายนั้นMutsuki ได้บอกกับ Itsuki ว่าอย่าได้หนีไปเลยเค้ายอมตาย เพราะว่าเค้านั้นไม่อยากให้ SaeและYae นั้นต้องมาเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายนี้อีก ที่สำคัญคือจะต้องไม่มีใครต้องตายอีก ดังนั้นMutsukiจึงพูดรั้งให้Itsukiที่คิดพาหนีเลิกล้มความคิดนั้นอย่างหมดสิ้น และMutsukiยังได้บอกกับItsukiว่าเค้าจะไม่คิดโกรธในตัวItsuki และก็จะให้อภัยในสิ่งที่ทำในพิธีกรรมนั้นด้วย ดังนนั้นอย่าได้โทษตัวเองเลย แต่พี่น้องฝาแฝดชายนี่ก็ฉลาดนะคะวางแผนล่วงหน้าอีกแผนหนึ่งไว้ว่า หากการสังเวยของแฝดชายคู่นี้ไม่สำเร็จ Mutsukiได้ฝากให้Itsukiนั้นพา Sae หนีออกจากหมู่บ้านนี้ไป Itsukiได้ให้คำสัญญากับน้องชายฝาแฝดของเขาทันที แต่ในใจของเขานั้นได้บอกกับตัวเองไว้ว่า Mutsuki ได้วางแผนที่จะยอมเป็นผีเสื้อที่จะคอยปกป้องหมู่บ้านนี้ต่อไป และตัวเค้าเองนั้นก็ได้วางแผนไว้ด้วยเช่นกันว่าจะตามไปอยู่กับMutsukiตลอดไปเช่นกัน(รู้นะคะว่าหมายความว่าไง...ถ้าไม่Getจะทราบในภายหลังแน่นอนคะ)

 

ด้านSae นั้นเมื่อรู้ก็ตกใจเป็นอย่างมากว่าทำไมต้องเป็น Mutsiki Tachibana ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็สนิทสนมชอบเค้ากันมากแต่ทำไมถึงต้องทำให้เขาตายด้วย Sae นั้นจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง A Veiled Priest ได้นำกุญแจ1ในหลาย ๆ ดอกของห้องขังไปที่โบสถ์เชือก และในวันนี้ MunakataและMakabe นั้นได้มาที่หมู่บ้านของเธอ เขาบอกว่าเขานั้นรู้สึกเป็นห่วงItsuki และจะเข้ามาช่วยเหลือเขา แต่Sae เองนั้นไม่สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ได้แก่คนภายนอก ว่าItsukiนั้นได้ขังตัวเองไว้ในห้องเก็บของ Saeเองนั้นก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าItsuki นั้นจะยอมคุยกับคนนอกหมู่บ้านมั้ย..
 ด้าน Yae ได้บันทึกในสมุดว่า..ดูเหมือนว่าพ่อได้วางแผนที่จะทำผู้ชายคนนั้นเป็น Kusabi ถึงแม้ว่าเขานั้นจะเป็นครูของMunakata ก็ตาม! Yae นั้นรู้ที่ซ่อนของกุญแจดอกหนึ่งซึ่งเป็น1ในกุญแจของห้องขัง ซึ่งมันถูกซ่อนไว้ในชั้นวางหนังสือของพ่อ เพื่อที่จะทำให้ Hellish Abyss นั้นสงบลงได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำได้ ถ้าเราสามารถจัดทำพิธีกรรมแยกร่างสีเลือด บางทีชาวบ้านนั้นไม่ต้องได้รับความเจ็บปวดเช่นนี้
 ด้านRyozo Munakata ได้สนิทชิดเชื้อกับแฝดหนุ่มทั้งสองแต่เมื่อยิ่งใกล้วันพิธีเท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกว่า Itsuki และMutsuki นั้นทำตัวเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา และหลบหน้าเขาไป..หรือว่านั้นจะเป็นเพราะพิธีกรรมที่พวกเขาจะต้องเข้าร่วมกันแน่Itsuki และ Mutsuki ก็เคยได้ยินเรื่องฝาแฝดที่หนีออกไปจากหมู่บ้านนี้ด้วยเช่นกัน เขาจึงได้ถามชาวบ้าน แล้วก็ทราบว่า...ฝาแฝดนั้นได้พยายามหนีออกจากหมู่บ้านไป โดยผ่านทางศาลเจ้าKureha แต่ก็โดนพวกชาวบ้านจับตัวได้เสียก่อน ซึ่งทางผ่านที่ว่านั้นจะมีคนที่สามารถเข้าออกได้เพียงแค่Priests กับพวกที่เขาเรียกว่า The Mourners เท่านั้น และก่อนที่ Munakata จะออกจากหมู่บ้านไปนั้น เขาได้รับจดหมายที่ Makabe เขียนมาให้ ซึ่งเป็นจดหมายเตือน(แบบอ้อมๆ) ว่าให้ออกจากหมู่บ้านนี้ไปก่อน เพราะว่า Makabe นั้นได้รับเกียรติเป็นคนพิเศษที่ได้เข้าชมพิธีกรรมนั้นได้คนเดียว โดยSae และYae นั้นเป็นคนเอามาให้ ทั้ง2สาวบอก Munakata ว่าคนนอกไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้เพราะพิธีกรรมกำลังจะเริ่มขึ้นเร็ว ๆ นี้ และทำให้เค้านั้นสงสัยเกี่ยวกับพิธีกรรมมากขึ้น เขาเลยกระซิบกับ Yae ว่าเขาจะต้องกลับมาที่หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อพวกแฝดสาวในคืนวันพิธีกรรมYae นั้นนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะทำเป็นหูทวนลมและจากไป แต่ในใจนั้นMunakata คิดว่าเหมือนสองสาวฝาแฝดนั่นอาจจะกำลังวางแผนหนีไปก่อนที่พิธีกรรมจะเกิดขึ้น นั่นหมายถึงว่า Itsuki คงอยู่ที่ไหนสักแห่งในหมู่บ้านนี้ด้วยเช่นกัน

(Munakataไม่อยู่ในหมู่บ้านแล้ว) วันที่แฝดหนุ่มเข้าไปทำพิธี เมื่อItsuki ได้ทำให้น้องชายฝาแฝดของเขาตายแล้ว ก็รีบออกจากพิธีกรรมนั้นทันที เมื่อกลับมาที่บ้านน้องสาวของแฝดหนุ่ม Tachibana คือ Chitose Tachibana (ในเกมนั้นเธอจะเป็นวิญญาณเด็กสาวใส่กิโมโนสีแดง ซึ่งเราสามารถพบเธอได้ใน Chapter 7 ที่ตระกูล Tachibana ที่-ทางเดินบันได,-ทางเข้า,-ห้องปูพรมชั้นดี และแบบสุ่มใน Chapter 8 คะ) เป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่นัก เธอเป็นคนสุภาพ เรียบร้อยและน่ารัก ขี้อาย เวลาที่มีคนนอกหมู่บ้านทุกครั้ง เธอจะเข้าไปหลบในตู้เสื้อผ้าอยู่เสมอก็สงสัยว่าพี่ชายของเธออีกคนนึง Mutsukiนั้นหายไปไหนแต่ที่ตกใจกว่าคือสีผมของ Itsuki ที่เปลี่ยนไป จากดำไปเป็นขาว(อันนี้มีสาเหตุคะ ขอแจกแจงเลยนะคะ : เมื่อฝาแฝดที่เข้าพิธีที่ฆ่าวิญญาณครึ่งหนึ่ง(ก็คือวิญญาณของแฝดน้องที่ตาย) จะถูกเรียกว่า The Remaining และจะเป็นทั้งที่เคารพและกลัวด้วยเช่นเดียวกัน บางครั้งแฝดพี่บางคนนั้นจะสติฟั่นเฟือน(เป็นบ้านั่นเอง)พร้อมกับความเศร้าที่ฝังในจิตใจ หรือไม่บางครั้งสีผมของแฝดพี่นั้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาวภายในชั่วข้ามคืน

 

F10

(Itsuki Tachibana หลังจากเข้าพิธีกรรม หล่อขึ้นแยะ !)

 

 และโดยมากแล้วพวกเขาเหล่านั้นจะเริ่มหันไปอยู่คนเดียวและไม่ติดต่อกับทุกคน และมีบันทึกอีกว่าฝาแฝดนั้นรู้จักที่จะแชร์ความเจ็บปวดซึ่งกันและกัน และ The Remaining นั้นจะมีรอย(เหมือนบีบคอ)ที่คอของพวกเขาเหมือนที่แฝดน้องนั้นได้รับในพิธีกรรม ที่สำคัญกว่าคือสีหน้าที่เศร้าหมอง แต่เธอเองก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย เพราะรู้ว่าพี่ชายเธอนั้นเศร้าอยู่แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร หลังจากนั้นเป็นต้นมา Itsuki ก็เริ่มแยกตัวไม่พูดคุยกับใคร รวมทั้งตัวเธอที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ด้วยเช่นกัน และChitose ก็ยังคงเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ Mutsuki จะกลับมา...

 

แต่ความซวยของหมู่บ้านนี้ยังไม่หมด เมื่อการทำพิธีใช้เด็กแฝดชาย(Altar Twins) นั้นไม่เป็นผลสำเร็จ Headหลักของหมู่บ้านคือ Ryokan Kurosawa จึงตัดสินใจจะทำ Kusabi ขึ้นมาก่อน เพื่อพอจะระงับความโกรธของHellish Abyss ไม่ให้ปะทุออกมาทำลายหมู่บ้าน จึงได้บอกให้ชาวบ้านนั้นทำตัวดี อบอุ่นกว่าเคยเพื่อให้ Makabe นั้นรู้สึกว่าอยากอยู่ต่อไป เมื่อแฝดสาวของตระกูลรู้เข้าจึงตกใจและได้ทราบเรื่อง ๆ อื่น ๆ ที่ พวกเธอเองไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ...

 

จากบันทึกของ Ryokan Kurosawa (เราจะพบเขาได้ในเกมใน Chapter สุดท้าย ตรงบริเวณโบสถ์เชือก บ้านตระกูลKurosawa)ในการทำพิธีครั้งที่ใช้แฝดตระกูลTachibana นั้นไม่เป็นผลสำเร็จ ถึงจะระงับได้ชั่วคราว แต่ในพิธีกรรมนั้นพวก Mourners ที่อยู่ทำพิธีด้วยนั้นโกรธกริ้ว ด้วยความชั่วร้าย และได้โดดลงไปในHellish Abyss พวกเรา(ชาวบ้าน)จำเป็นต้องเตรียม Mourners มากกว่านี้ พวกเราชาวบ้านนั้นจำเป็นต้องหาผู้รับเคราะห์กรรมนี้ ถ้าหากไม่ทำอะไรสักอย่าง The Hellish Abyss นั้นจะพุดขึ้นมาข้างบนในปีนี้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น Ryokan จำเป็นต้องใช้ลูกสาวฝาแฝดของตนนั้นในพิธีกรรม SaeและYae นั้น จะต้องขจัดทำความสะอาดหมู่บ้านนี้ เพื่อความสงบสุขของหมู่บ้านต่อไป! หลังจากเหตุการณ์สังเวยชีวิตของ Mutsuki Tachibana ไปแล้วนั้น ความชั่วร้ายที่ออกมาจากหลุมดำนั้น ซึ่งกำลังแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ  Ryokan ได้ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ แต่ก็ไม่เคยมีการบันทึกเลยว่าความชั่วร้ายนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ในอดีตที่ผ่านมา และไม่นานนัก ความอดอยากและความตายก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อครั้งการเสียสละของตระกูล Tachibana นั้นล้มเหลวที่จะทำพิธีกรรมให้สำเร็จก็เริ่มจมหายไป และไม่นานมานี้มีคนนอกเข้ามาในหมู่บ้านพอดิบพอดี Ryokan จะใช้ชายที่เข้ามานี้หลังจากพิธีกรรม และทำให้เขานั้นเป็น Kusabi พวกเราชาวบ้านจำเป็นต้องแน่ใจว่าเขานั้นจะไม่หนีออกไปจากหมู่บ้านไปก่อน เมื่อแฝด(Sae,Yae)ได้ถือกำเนิดขึ้นRyokan นั้นสงสารที่รู้ว่าพวกเขาทั้งสองนั้นจะต้องเผชิญกับความน่าเวทนาและทุกข์ระทมสักเพียงไหน ฝาแฝดนั้นได้ถูกเติบโตขึ้นอย่างอิสระ ไม่เคยได้รับความเจ็บปวด หรือความเศร้าเลย พวกเขาทั้งสองนั้นบอกว่า ความเจ็บปวดของ The Hellish Abyss นั้นไม่เคยหยุด พี่สาวฝาแฝดจะต้องฆ่าน้องสาวฝาแฝดของเธอในพิธีกรรม มันเป็นความโหดเหี้ยม และชะตากรรมที่แย่..

 

Ryokanจำเป็นต้องทำ Mourners ขึ้นมาใหม่เพื่อแทนพวกที่โดดลงไปในหลุม ซึ่งเขาไม่อยากให้ลูกสาวทั้งสองของเขาต้องเป็นเช่นนั้น เขาจึงจำเป็นต้องทำ Kusabi ขึ้นมาเพื่อปกป้อง ทำให้ประตูนรกนี่สงบลง และปลอดภัย โดย Kusabi จำเป็นต้องใช้คนนอกหมู่บ้านเท่านั้น ดังนั้นเค้าจึงจำใจจำเป็นต้องหลอกให้ Makabe อยู่ต่อไป เพื่อหมู่บ้าน All God ซึ่งเป็นไปอย่างที่ Itsuki เคยพูดกับYae ไว้ ครุของMunakata(Makabeนะคะ) กำลังจะกลายเป็น Kusabi! การทำสิ่งนี้จำเป็นต้องหยุด

 

โดย Kusabi นั้นทางหมู่บ้าน(พูดซะดี) ได้ใช้ช่วงโอกาสที่ Makabe ไปถ่ายภาพในป่าตรงที่ ๆ มีหินตั้งอยู่ ซึ่ง Makabe สะดุดตาเข้า และได้ลองกด The camera obscura ดูและได้เห็นภาพวิญญาณมากมาย ๆ ออกมาจากหินนั้น และตกใจเป็นอย่างมาก ในช่วงที่เขาเผลอนั้นเองวิญญาณทั้งหลายจึงได้โอกาสทำร้ายเขา และพวกชาวบ้านจึงนำร่างของเขาไปพันด้วยเชือกหรือผ้าโดนผูกขึงอยู่ตรงกลางห้อง ลอยจากพื้น และเหล่าThe Priests และผู้นำทำพิธีคือ Ryokan Kurosawa ได้มาทำพิธีสร้าง Kusabi (ทำให้ Makabe ตาย) หลังจากเสร็จพิธีแล้วได้นำร่างของ Makabe ที่ยังมีเชือกพันโยนลงไปใน The Hellish Abyss

 

F11 

(Makabe กลายเป็น Kusabiแล้ว)

 

เมื่อถึงตา Sae และ Yae ต้องเข้าร่วมพิธีกรรมนี้ Itsuki ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับMutsiki ที่ว่าจะพาทั้งสองหนีออกจากหมู่บ้าน โดยเขาได้เขียนจดหมายไปบอกกับ Munakata ว่าเขาจะพา2สาวSae และYae หนีออกจากหมู่บ้านไปในวันคืนที่ทำพิธีและขอให้ช่วยพาทั้งสองนี้หนีไปต่อ เมื่อMunakata ได้รับจดหมายนั้นแล้วจึงรีบตอบกลับทันทีว่า เขานั้นจะไปรับตัว Sae และ Yae ตรงทางเข้าหมู่บ้าน All God และจะเลี้ยงดู Yae และ Sae เป็นอย่างดีไม่ต้องห่วงและหลังจากวันพิธีกรรมผ่านพ้นไปนั้นเค้าจะกลับไปรับตัว Itsuki อีกครั้งหนึ่ง แล้วเขาก็รีบไปที่หมู่บ้าน All God ทันที Sae และ Yae นั้นก็รู้ว่า Itsuki เองนั้นต้องการจะคุยกับคนภายนอกหมู่บ้านเพื่อเล่าเรื่องราวที่เขาพานพบและคงจะดีหากMunakata มาพบเขาในตอนนี้... 

ตัวItsuki นั้นรู้ว่าในอดีตนั้นมีทางผ่านใต้ Kureha Shrine แต่มันโดนปิดตายไว้หลังจากที่มีฝาแฝดพยายามจะหนีออกจากหมู่บ้านนี้เมื่อนานมาแล้ว หัวหน้าในการทำพิธีกรรม ได้บอกเพียงว่าแฝดคู่นั้นโดนฆ่าตายในถ้ำเมื่อกำลังหนีอยู่ และหัวหน้าพิธีกรรมก็ได้สั่งปิดตายต้นไม้เก่าแก่ที่มีทางลอดออกไปเช่นกัน(สำหรับให้The Remaining ออก) และทางที่จะเปิดทางที่ปิดตายนั้นได้จำเป็นต้องนำ Pinwheel keys

 

(*ขออธิบาย Pinwheel อย่างละเอียดแยกย่อยหน่อยนะคะ จากบันทึก Twin Shrine สักที่หนึ่งในหมู่บ้าน All God นั้นมีสถานที่พิธีกรรมที่แยกออกจาก ที่ The Remainings เมื่อตายแล้วจะโดนบรรจุไว้ ที่นั่น Pinwheels จะถูกให้เหมือนกับว่าเป็นผลตอบแทนทำให้สงบสุขแก่วิญญาณเหล่า The Remaining ทั้งหลาย Pinwheels เหล่านี้บางครั้งก็สร้างเสียงที่ทำให้รู้สึกว่าโดดเดี่ยว เมื่อพวกเขานั้นกลับมากับสายลม(มากับลมนั่นแหละคะ)

 

ที่ใช้เปิดทางนั้นมาให้ได ซึ่งKeys เหล่านั้นได้ตกสืบทอดผ่านมือตระกูลของ 4 Veiled Priestsที่ทำพิธีกรรม Itsuki นั้นเคยพยายามหาpinwheelของตระกูลโดยเข้าไปดูในห้องเก็บของ หากผ่านทางผ่านนั้นได้ คุณควรทำเพียงสิ่งเดียวคือ วิ่งผ่านป่าไปและจำไว้ว่าอย่าไดหันมามองข้างหลังอีก แต่เขาก็ยังกังวลอยู่ว่า 2 สาวนั้นจะมีลางสังหรณ์ เครื่องมือที่ใช้เปิดประตูนี้หรือไม่ ความกังวลของItsuki ยังไม่หมดลงเมื่อเขาได้รับจดหมายจาก Munakata ว่าจะมาที่หมู่บ้านอีกครั้งในคืนที่สองสาวฝาแฝดต้องโดนทำพิธี เขาจะเป็นสาเหตุให้ Munakata ต้องเดือดร้อนหรือไม่ แต่ก่อนที่เขาจะพาสองสาวฝาแฝดหนีไปนั้นเขาได้ให้กระดิ่งแก่น้องสาว Chitose ไว้ โดยบอกว่าให้ห้อยไว้กับตัว หากChitose หลบหายตัวไปหรือร้องไห้ เขาก็จะสามารถหาเธอเจอได้ หรือไม่ก็Chitose นั้นเดินเข้าไปใกล้ที่ที่อันตรายเขาก็สามารถรู้ได้และจะเข้าไปช่วย Chitoseจึงรับไว้อย่างไม่สงสัยอะไร

 

ในคืนวันพิธีSae และYae ได้พูดกับพี่สาวฝาแฝดว่า เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่ทิ้งกัน Yae ได้ให้สัญญากับSae ในคืนวันพิธีItsuki ได้พา Sae และ Yae หนีไป และเขาก็บอกว่าให้สองสาววิ่งอย่าได้หันหลังมามอง ในระหว่างนั้น การใช้Kusabi ทำให้ Hellish Abyss นั้นสงบลงหน่อยนึงแต่ก็ยังคงทำให้สิ่งนั้นเดือดปุด ๆ อยู่เช่นกัน หากชาวบ้านไม่สามารถนำฝาแฝดกลับมาได้หมู่บ้านนี้ก็จะโดนกลืนหายไปใน Hellish Abyss อย่างแน่นอน และ Ryokan จำเป็นต้องหาให้พบเพราะว่าพวกเขานั้นเป็นลูกสาวของเขา(อย่างกับใน Battle Royal แต่ใน Version พ่อไล่ตามหาลูกเพื่อเอาไปฆ่า) ซึ่งปลายทางออกของหมู่บ้านMunakata ได้มารับ 2 สาวฝาแฝดKurosawa แต่ในระหว่างที่หนีกันอยู่นั้น Ryozo Munakata ได้พลัดหลงกับ Sae และ Yae ดังนั้นSae และ Yae จึงวิ่งไปด้วยกันและพยายามหา Ryozo พร้อมกับหาทางออกไปด้วยในขณะที่วิ่งนั้น Sae ได้พลัดตกเขาลงไปเสียก่อน ซึ่ง Yae ไม่สามารถช่วยได้จึงหนีไปกับ Ryozo เพียง2คน ส่วน Sae นั้น โดนชาวบ้านจับตัวได้แล้วพาไปอยู่ในบ้านก่อนไปเข้าพิธีกรรม ก่อนที่เธอจะต้องตายนั้น ชาวบ้านได้พา Sae ไปยังโรงเก็บของซึ่งเมื่อเปิดเข้าไปข้างในแล้วเธอตกใจกับภาพที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้าอย่างมาก สิ่งที่เธอเห็นคือ..Itsuki นั้นผูกคอตาย ในใจเธอนั้นคิดแต่ว่า...มันเป็นความผิดของพวกเรา เราไม่น่าหนีกันตั้งแต่แรกแล้ว.. ส่วน Chitose นั้นเมื่อรู้ว่าพี่ของเธอตายก็เกลียด Sae และ Yae มากกว่าเดิม เพราะทั้งสองสาวนี่เป็นคนทำให้พี่ของเธอนั้นต้องพาหนีและขังตัวเองไว้ในห้องเก็บของและตายในที่สุดดังนั้นเธอจึงเข้าใจว่า Mio คือ Yae นั่นเอง และคอยจ้องทำร้าย และก่อนจะทำพิธีนี้ Ryokan Kurosawa ได้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า Yae นั้นทำไมไม่กลับมาหาน้องสาวฝาแฝด Sae และการจะทำพิธีนั้นเขาไม่แน่ใจว่าจะสามารถให้ฝาแฝดผู้น้องนั้นเข้าทำพิธีได้คนเดียวรึเปล่าและจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่? เขาก็ไม่แน่ใจ แต่คงไม่ทันการแล้วหากจะนำตัว Yae กลับมาให้ได้ดังนั้น Sae จึงจำเป็นที่จะต้องเข้าพิธีคนเดียว และอีกด้านนึงคือ Sae ก่อนเข้าพิธีกรรม ได้โดนนำไปขังไว้ในห้องขังและได้เขียนจดหมายบอกกับ Sae ว่า..Yae ไม่ได้กลับมาหาเธอ แต่เธอรู้ว่า Yae นั้นคงยังไม่ถึงเวลา และตัว Sae เองนั้นจะคอยเฝ้ารอYae เสมอจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของเธอ(Yae) และเราจะอยู่ด้วยกัน (คุณจะพบจดหมายฉบับนี้ของเธอก่อนเข้าไปสู้กับ Kusabi ใน Final Chapter คะ)และ Sae ก็โดนพาไปทำพิธีกรรม แต่ว่าเนื่องจากว่าการหนีของสองสาวฝาแฝดนั้นทำให้พิธีกรรมนั้นล่าช้า The Priests จึงรีบแขวนคอSae ที่หน้าประตูTorii ซึ่งเป็นประตูทางเข้าไปยัง The Hellish Abyss หมู่บ้านกลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้ไม่ถึงเสี้ยววินาที วิญญาณของSaeนั้นกลายเป็นวิญญาณพยาบาทได้ออกมาจากHellish Abyss พร้อมกับ Kusabi (Makabeที่ตายไปแล้ว)ขึ้นมาด้วยเพราะยังแค้นที่ถูกชาวบ้านฆ่าตาย ด้วยแรงแค้นทำให้Hellish Abyss ทำให้สิ่งชั่วร้ายนั้นปะทุออกมาจากประตูนี้อย่างรวดเร็วคือ มีความมืดมากมายออกมาครอบคลุมทั้งหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว แต่Kusabiได้ฆ่าชาวบ้านเป็นส่วนน้อย โดยส่วนใหญ่ Sae นั้นเป็นคนที่ฆ่าชาวบ้านเกือบทั้งหมด เธอไล่ฆ่าคนในหมู่บ้านไปที่ละคน ๆ ส่วนเหล่านักบวชและThe Mourners ต่างหนีตายกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายก็ตายหมด หลังจากนั้น Saeเรียก(หลอกอะนะ)ให้ชาวบ้านให้ไปรวมกันที่ในห้องโถงใหญ่ของบ้านตระกูล Kurosawa และฆ่าพวกเขาทั้งหมด

 

F12

ส่วน Chitose เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ทั้งหมู่บ้านเพียงคนเดียว เธอได้หนีไปหลบในตู้เสื้อผ้าที่เธอเคยใช้หลบคนภายนอกอยู่เป็นประจำและไม่ออกมาจากตู้ใบนั้น ด้วยความที่เธอกลัวสิ่งที่เห็นและความมืดที่อยู่ภายนอก เธอได้แต่ร้องขอให้ใครมาช่วยเธอ แต่สุดท้ายแล้ว...เธอก็ตายอยู่ในตู้เสื้อผ้านั้น...(กรรม)

 

หลังจากวันที่Yae หนีออกมาได้1วัน เธอย้อนกลับไปที่หมู่บ้านและพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้าน All God นั้น ตายหมดทั้งหมู่บ้าน เธอเสียใจมากจนศูนย์เสียความทรงจำ...

 

หลังจากนั้นเธอได้แต่งงานกับRyozo Munakata และใช้ชีวิตร่วมกันจนแก่ตาย และเธอมีลูกสาว 1 คน ชื่อ Mikoto Munakata ซึ่งเป็นยายของตัวเอกในภาคแรกของ Fatal Frame : Based on a true Story

 

 F13

โดยพวกเขาได้ไปอาศัยในคฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูล Himuro โดยการที่Ryozoย้ายภรรยาของเขามาอยู่ที่นี่ก็เพราะรู้ว่าในตระกูลHimuro นั้นมีการประกอบพิธีกรรมแปลกซึ่งเขาต้องการศึกษา(เขาได้ดำเนินรอยตาม Makabe คะ) 

...จบ part 1...